Jarunee's profileBillion Experience in My...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
July 20 July: The Month change of Lifeใกล้ถึงวันที่ตัวเลขอายุของช้านจะเพิ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง เยอะแยะเต้มไปหมด แต่ก้อไม่รู้ว่า หลังจากผ่านวันเกิด ที่เปรียบเสมือนปีใหม่ของตัวเองไปนั้น จะมีอะไรเกิดขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงตามมาอีกหรือไม่..
หมอลักษณ์ ฟันธง ช้านได้อีเมล์ตั้งแต่ต้นปี อ่านแล้วก้อดูเหมือนจะแม่นนะ.. กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้ อีเมล์เขียนไว้ว่า...
คนเกิดราศี กรกฏ ปีนี้เป็นจังหวะที่เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงจริงๆ นับ> ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน ปี 2549 ไปจนถึงประมาณปลายปี 2551 เป็นช่วงแห่งการ เปลี่ยนแปลงย้ายบ้าน ซ่อมบ้าน> เปลี่ยนรถ ซ่อมรถครั้งใหญ่ เปลี่ยนชีวิต..และตอนนี้ที่ช้านเปง...
เดือน 07/2007 ช้างเปงตัวเลขที่แรงเหลือเกิน ทำให้อะไรต่อมิอะไร เปลี่ยนแปลงไปได้ถึงเพียงนี้.. และมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นกะช้านมากมาย...
เริ่มจาก งานรับปริญญาโท ที่จุฬา ที่มีกำหนดวันซ้อมใหญ่ในวันที่ 01/07/2007 และรับจริง 13/07/2007 ซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตช้านเปงอันดับแรก ด้วยการไปชุบตัว เปลี่ยนองค์ทรงเครื่อง ขัดศรีฉวีวรรณ ทั้งภายนอกและข้างใน แล้วก้อเข้า Loop ของการเปงนางแบบเช่นเคย เหมือนเมื่อครั้นก่อนหน้าที่ธรรมศาสตร์ แต่ครั้งนี้ คงไม่ถ่ายเยอะเท่ากับครั้งก่อนน้านแล้วเปงแน่ บรรยากาศงานรับปริญญาดูสบายๆ กว่าตอนป.ตรีอ่ะ เปิดโล่งมากกว่า อาจด้วยพื้นที่ที่จุฬากว้างขวางกว่า และจำนวนคนที่ขึ้นรับในแต่ละวันคงน้อยกว่าธรรมศาสตร์ เพราะจุฬาแบ่งเป็น 2 วัน แต่เหนื่อยพอตัว เติมความสวย ความงาม เพิ่มความสุขให้กับตัวเองกับการฉลองรับปริญญาโทที่จุฬา ที่กว่าจะฝ่าฟันอุปสรรคมาได้ แทบกะอักเลือดพอสมควร... ขอขอบคุณ พ่อแม่ ญาติพี่น้อง และผองเพื่อนที่มาร่วมแสดงความยินดีกับมหาบัณฑิตใหม่ ตัวน้อยๆๆๆๆ แล้วจะส่งรูปไปให้ดูกันถ้วนหน้านะจ้ะ..
12/07/07 เวลา 8.08 น. เจ้าตัวเล้ก ได้ออกมาลืมตาดูโลกหลังจากเก้บตัว บำรุงให้อ้วนพุงพุ้ยกว่า 9 เดือน ก้อออกมา say แง้ๆๆๆ กะครอบครัวจารุรัตนวารีเปงที่เรียบร้อย หลังจากที่คลอดเกินกำหนดวันมงคลของโลก 07/07/07 เจโน่
04/07/07 ลองกลับบ้านเส้นทางใหม่ แล้วให้พี่ชายไปรับ ปรากฏว่า รถถูกเฉี่ยว แต่พี่ชายใจดีไม่อยากมีเรื่อง ให้ต่างคนต่างซ่อม แล้วก้อแจ้คพ้อต 16/07/07 กับสัมพันธ์ประกันภัย ประจวบเหมาะเหลือเกินที่มันเจ๊ง...ไม่มีศูนย์ไหน อู่ไหน รับเอารถไปเคลมเลยอ่ะ.. เฮ้อ..แล้วช้านก้อต้องเหนื่อยกะการเคลมหรือนี่... ไม่น่าเลยเรา..
22/07/07 วันคล้ายวันเกิด
26/07/07 ในอนาคตอันใกล้จวนเจียนนี้ ช้านจะต้องขึ้นเขียง ให้หมอเอาพังพืดออก (โธ่อดว่ายน้ำได้อย่างคล่องเลยเรา..) แล้วเราเปงตัวไรนี่..มีพังพืดด้วย เหมือนกัปปะเลย.. ตั้งแต่เกิดมาก้อยังไม่เคยถูกผ่าตัดเปงทางการแบบนี้เลย..กัวจังเยยยย แม้มันจะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่มันก้อทำให้อะไรๆๆ เปลี่ยนแปลงไปเหมือนกานนะ แต่คงเปลี่ยนแปลงไปในทางทีดีขึ้นอ่ะ..คือสามารถมีมือใช้งาน เล่นเอ้ม คีย์สเปซ ได้ตามปกติต่อไปนานๆๆๆ อ่ะ.. เฮ้อ..กัวๆๆๆๆ อยากได้กำลังใจจากใครบางคนจัง...อิ..อิ..
มหัศจรรย์เลข 7 ในปีนี้ที่มีแต่คนพูดถึง มันคงจะดีไม่น้อย ถ้าความมหัศจรรย์นั้น ได้เกิดกับกลุ่มกิจกรรมไอทีแทคปีที่ 7 นี้ ให้มีเวทีกิจกรรมได้คงอยู่ต่อไปตราบนานเท่านาน เพื่อประโยชน์แก่สังคมต่อไป
สุดท้าย ขอให้สิ่งดีๆๆ กับเลข 7 นี้ ส่งผลให้ทุกคนรอบข้างชั้น มีความสุขถ้วนหน้า แล้วอย่าลืมไปทำบุญเข้าพรรษา และขอ happy birthday ให้กับเพื่อนๆ ที่เกิดเดือน 7 นี้ทุกคน เพราะเยอะเหลือเกิน เปงเดือนที่มีเพื่อน หรือคนรู้จักเกิดเยอะที่สุดเลย สำหรับช้านเอง... (เกือบจะทั้งเดือนเลย) May 05 Koh Ngai 2 Sea on Trang & Krabiหรรษา เริงร่า สนุกสุดเหวี่ยง และเร้าใจยิ่งนัก กับทริป ท่องทะเลตรัง
ออกจากกรุงเทพในคืนวันศุกร์แห่งชาติ (ศุกร์สิ้นเดือน long weekend) ด้วยสภาพภูมิอากาศ ที่ใครๆ ก้อว่าไม่น่าไปเที่ยวทะเลเลยยิ่งนัก ฝนตกที่กทม. ตลอดช่วงหลังสงกรานต์มา และวันศุกร์ที่ออกเดินทางก้อหนีไม่พ้นกับสายฝนที่โปรยปรายลงมา แม้ไม่นัก แต่ที่นี่น่ะ กรุงเทพ เมืองศิวิไลซ์ ที่กลัวฝนยิ่งนัก รถติดสุด ๆ แล้วสมาชิกทริปนี้ จะมาทันขึ้นรถมั้ยนี่..
และแล้วเราก้อได้ลุ้นระทึกช่วงออกเดินทางเลย
กาลเวลาขาไปช่วงนานแสนนาน ด้วยระยะทางกว่า 700 กม. จากกทม.ไปตรัง ยาวนาน 12 ชม.เศษ..ต้องสภาพการเดินทาง สิ่งแวดล้อม จุดพักรถ ยังคงเหมือนเดิมๆ ครั้นเมื่อไปกระบี่ และหาดใหญ่มาก่อนหน้า.. ฟ้าเริ่มสาง ตะวันทอแสงรำไร ๆ ๆ ให้สัญญาณว่า เรากำลังจะจุดหมายปลางทางแล้ว นั่นคือจังหวัดตรังนั่นเอง
ตรังเปงเมืองที่สวยไม่ใช่น้อย ถนนหนทางเรียบ เนียน และกว้างขวาง สมแล้วที่เปงบ้านเกิดของอดีตนายกฯ เมืองไทยคนนึง (เฮ้อ..ถ้ามีนายกฯ มาจากทุกจังหวัด ประเทศเราคงเจริญเท่ากันทุกจังหวัดเนอะ) ทุกคนตื่นได้ที่และเตรียมตัวออกรบ เอ้ย..ลงจากรถ พร้อม breakfast กันด้วยการต้องรับของทัวร์ที่ได้ซื้อแพคเกจไว้ พาเราไปกินอาหารเช้า เมืองตรัง นั่นคือ หมูย่างเมืองตรังและติ่มซำขึ้นชื่อนั่นเอง บรรยากาศ ที่ตรังเพียงแค่ 7 โมงเช้า แต่ร้านอาหารเช้าที่นั่น มีคนเต้มร้าน มากไปด้วยทั้งนักท่องเที่ยว ชาวไทยและต่างชาติ และคนพื้นเพเอง เราได้ลองลิ้มรสชาติหมูย่างเมืองตรัง
ทริปนี้ มีไว้สำหรับเพื่อนวัยโจ๋ ที่ไม่กลัวสังขาร เพราะเราจะนั่งเรือไปถ้ำมรกต บนเกาะมุกกันต่อเลยนะ.. ขึ้นเรือที่ท่าเรือปากเมง พร้อมแบกสัมภาระลงเรือเพื่อมุ่งหน้าไปเกาะมุก เข้าถ้ำมรกต ต่อด้วยเกาะกระดาน ซึ่งเปงเกาะที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของตรัง และที่เกาะนี้ก้อมีเทศกาลวิวาห์ใต้สมุทรกันด้วยเด้อ...ต่อด้วยเกาะเชือก และปิดท้ายที่เกาะม้ากันจ้า...
ออกจากท่าเรือแดดเปรี้ยงสุด ๆ แต่ละคนต้องบรรจงโบ๊ะครีมกันแดดกันแบบว่า กัวดำแต่อยากมาทะเลอ่ะ นั่งมาสะพัก เริ่มแดดล่มลมตก เมื่อถึงถ้ำมรกต ที่แรกที่เราจะไปกัน ทุกคนก้อตื่นตาตื่นใจ จนเรือเอียงกันไปข้างนึงเลย เพราะน้ำที่เกาะมุกนี้ ใสมั่กๆๆๆ ขนาดแสดงแดงรำไรๆ ก้อยังเหงปลาว่ายน้ำเล่นกันสนุกสุขสันต์ เปงฝูงๆ เลย.. เราจัดคิวลำดับการเข้าถ้ำเปงที่เรียบร้อยก้อโดดน้ำ จ่อมๆๆ เรียงกันเข้าถ้ำไป แสงแดดเริ่มออก ทำให้เราได้เหงความงดงามของธรรมชาติที่ช่างสร้างสรรค์ยิ่งนัก เมื่อแสงตกกระทบกับผิวน้ำบริเวณในถ้ำแล้วนั้น เราก้อได้รู้ทันทีว่า ถ้ำมรตน่ะเปงอย่างไร เพราะปากถ้ำ ผนังถ้ำ ต่างสะท้อนแสงกับผิวน้ำเป็นสีเขียวมรกต สวยจับใจ..เหลือเกิน พอเข้าไปซะระยะนึง ก้อจะมืดตื้อตือเลย (น่ากัวจัง) ระยะทางไม่ไกลนัก เราก้อเหงชายหาดตรงทางออก ได้ยินเสียงคลื่นกระทบผนังถ้ำ แต่ด้วยปริมาณคนไปค่อนข้างเยอะ ทำให้เราไม่ได้เห็นน้ำทะเลที่ชายหาดภายใน ลากูน ถ้ำมรกตนี้เป็นสีเขียวมรกตอ่ะ.. จากนั้นเรา ก้อเปงพวกคนไทย บ้าป้ายกันเช่นเคย กับการบันทึกภาพที่ป้ายถ้ำมรกตและประวัติความเป็นมาของถ้ำแห่งนี้กานนนน และเล่นกันตามประสาคนไปเที่ยวอ่ะ.. และเมื่อขากลับเราก้อยิ่งได้เห็นภาพสีเขียวมรกต ช่วงจะออกปากถ้ำอีกเช่นกาน จึงได้ถามทัวร์ว่า ทามมายจึงเรียกว่าถ้ำมรกต...ไกด์ก้อบอกว่า.. ช่วงที่เราเข้าไประหว่างอยู่ในถ้ำนั้น จะมืดมาก ตาเราจะไม่ได้รับแสงเลย พอตอนจะออกจากถ้ำ มีแสงตกกระทบเข้าที่ตาเรา และผิวน้ำ ทำให้เราเหงบริเวณถ้ำสะท้อนแสงเปงสีของน้ำทะเลที่ใส เปงสีเขียวมรกต ดังเช่นที่เห็นล่ะจ้ะ รู้แล้วนะ..
จากนั้นออกเดินทางไปเกะกระดานกันต่อเลย...โอ้ย..โครงเครง..เมา..ได้โดยไม่ต้องกินเหล้าเลยอ่ะ.. ที่กระดาน ณ ที่ไปนั้น ไม่ค่อยประทับใจซะเท่าไหร่ เราได้เหงหาดทรายขาวสวย เรียบอย่างกะกระดานนั้น ที่ขึ้นชื่อของเกาะ แต่ปะการัง ไกด์ไม่พาไปอ่ะ น่าเกลียดสุด ๆ อาจเปงเพราะทัศนวิสัยไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เพราะมีมรสุมเข้าพอดิบพอดีเลย..เฮ้อ..เซ้งจอร์ดจิงๆ เลย..
แต่เราได้ไปดำน้ำที่เกาะไหงแทน ซึ่งเปงจุดนอกทริปอ่ะ แต่สวยสุด ๆ แล้วไม่ค่อยมีใครไปด้วยอ่ะ ดำกันเองในแก็งค์ สวยสุด ๆ ปะการังสมบูรณ์พูนผลจิงๆ ทะเลตรังนี่..ปลาเสือนับพันตัวแหวกว่ายท้าฟองอากาศกะเรา ปลาดาว ปลาดาวขนนก ปลาหมอทะเลตัวใหญ่มั่กๆ ปลานกแก้วหลากสีสรร ปลานีออน และปลา ฯลฯ เต้มไปหมด และที่ขาดไม่ได้นั่นก้อคือ ปลาการ์ตูน นีโม พระเอกของเรานั่นเอง... อยู่กันเปงฝูงเลย แลบไปแลบมากะดอกไม้ทะเล บ้านของนีโมอ่ะ.. โลกใต้ทะเลที่นี่ ดึงดูดเด็กเทพ อย่างพวกเราได้อย่างที่เราไม่อยากกลับมาสู่โลกที่กทม.อีกเลยอ่ะ..
ต่อกันด้วยเกาะม้า ข้ามเกาะเชือกไปเพราะทัศนวิสัย มรสุมพัดผ่านที่นั่นอ่ะ..เลยอด ที่เกาะม้าน่ะ เปงเกาะที่ไกด์ฝากการบ้านให้พวกเราค้นหาคำตอบด้วยอ่ะ การบ้านมีอยู่ว่า ที่เกาะม้านี่ มีจุดเด่นอยู่ที่ปะการัง 7 สี คำถามคือ แล้วมันมีสีอะไรบ้าง... พอเราเข้าใกล้เกาะ กับแสงแดดรำไร ยังพอให้เราเหงความงดงามของทะเลรอบๆ เกาะม้าได้อยู่ เราเหงน้ำทะเลเปงสีเขียว แต่มีเงาสีแดงของอะไรบางอยู่ อยู่ในน้ำนั่น พวกเราทำให้เรือเอียงไปข้างนึงอีกแล้ว (น่ากัวจิงๆ) เราจึงรีบใส่สน้อกเกิล แล้วโดดลงน้ำ ถ่ายรูปกันซะหน่อย แล้วก้มหน้าลงไปดู เงาสีแดงนั่น แต่เราไม่ลืมที่จะพกขนมปังลงไปด้วย เพื่อให้ปลาน้อยใหญ่ มาแหวกว่ายใกล้ๆ เรา แต่เชื่อมั้ยว่า.. ไม่ต้องมีขนมปัง ปลาก้อมาแหวกว่ายเล่นน้ำกะฟองอากาศที่เกิดขึ้นรอบตัวเราแล้วอ่ะ.. มีปลาทะเลแนวปะการังเต้มไปหมด หลากหลายสีสรรกว่าที่ที่แล้วมาก ปะการังอุดมสมบูรณ์สุด ๆ แล้วก้อได้พบคำตอบว่า เงาสีแดงนั่นก้อคือ ปะการัง 7 สี ที่เปงสีแดงนั่นเอง ...แล้วเราก้อได้ว่ายน้ำดูแนวปะการังไปเรื่อยๆ ก้อยิ่งเจอว่า ปะการังที่นี่มีสีแดง สีขาว สีเหลือง สีชมพู บานเย็น สีฟ้า อยู่กันเปงกอๆๆ เต้มไปหมด นี่หรือโลกใต้น้ำ นี่หรือทะเลตรัง.. โอ้..ขออยู่ต่อสักอาทิดได้มั้ยอ่ะ.. นีโมที่นี่มีเต้มไปหมดเลย มี 3 แบบที่เราได้เหงกัน มีแบบสีส้มขาว สีดำขาว และสีดำสลับส้ม ขาว น่ารักมั่กๆๆๆๆ หยิบจับกันได้เลย ปะการังก้อตื้นมาก ต้องระมัดระวังกันนิดนึง ปะการังเขากวางอ่อนเต้มไปหมด ปะการังสมองอันใหญ่เบ้อเริ่ม ปะการังจานกว้างใหญ่มาก ฯลฯ โอ้..กลับไปช้านจะเปิดสารานุกรมสิ่งมีชีวิตแนวปะการังดูเลยอ่ะว่า..สิ่งที่เหงมานั้น มันคืออะไรกันบ้างอ่ะ..
แล้ววันนี้ก้อหมดลงอย่างรวดเร้วเหลือเกิน เราเข้าที่พักแบบเหนื่อยล้า แต่ในหัวก้อยังมีภาพใต้ทะเลวนเวียนอยู่เต้มไปหมดอ่ะ.. February 11 ให้เธอเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ที่ทำให้เราได้รู้จักกัน น่าแปลกใจจัง ที่คน ๆ นึงจะยอมสละเวลาตัวเองช่วยเหลือคน ๆ นึงได้ โดยไม่คำนึงถึงผลตอบแทน หรือสิ่งที่จะเกิดภายหลัง (หรือแค่เธออาจจำใจที่จะช่วยก้อตาม)
หลายคนบอกว่า เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์
นั่นหมายถึงอาราย มันคือสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดีว่า ไม่ว่าจะทำอาไรก้อตาม เวลาจะเป็นตัวบอกได้ว่า สิ่งที่เราทำนั้น มีผลให้เราอย่างไร แต่คำนั้นเอง ที่เราเข้าใจกัน คือ เวลาจำนวนมากช่ายม่าย คือหลายปีผ่านไปใช่มั้ย หรือว่า...
แต่สำหรับช้านแล้วนั้น หากยืนดูอยู่ห่าง ๆ เวลา 4 เดือน จะเปงคำว่า เพียง 4 เดือน แต่หากดูอยู่ใกล้ ๆ แล้วนั้น ก้อจะบอกได้ว่า 4 เดือนก้อเพียงพอสำหรับความดีในตัวเธอที่ช้านเหงแล้วล่ะ..
ความช่วยเหลือที่ชั้นได้รับจากเธอนั้น ชั้นเหงเปงเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เปงเรื่องที่สำคัญมาก สำหรับน้ำใจที่เธอมีให้กับชั้น ไม่รู้สินะ เวลาคือสิ่งสำคัญของแต่ละคนอย่างมากมาย แต่เธอก้อยังมอบสิ่งนั้นให้กับชั้น เพื่อให้ชั้นเองเดินไปยังจุดหมายปลายทางได้โดยดีที่สุด แม้ว่าตลอดเวลาเธอจะเสียงแข็งกับชั้นแค่ไหนก้อตาม ชั้นก้อรับมันได้ เพราะเธอมักบอกเสมอไม่ใช่เหรอว่า..ทุกสิ่งที่เธอทำให้ช้าน ก้อเพื่อช้านทั้งหมดนี่นา..
ณ ตอนนี้ชั้นเองก้อไม่รู้ว่าจะตอบแทนน้ำใจเธอได้อย่างไร เนื่องจากคิดไรได้ว่า จะทำอาไรให้เธอคืนอย่างไรบ้าง ยื่นไปเท่าไหร่ เธอก้อปฏิเสธมาทุกครั้งนี่นา...(หมดมุขเลยอ่ะ)
คำคมตอนละครเรื่องตี๋ตระกูลซ่ง ก้อบอกไว้ว่า "บุญคุณต้องตอบแทน แต่การให้อย่าหวังผล" ช้านเองก้อคิดว่า เธอก้อคิดเช่นนั้นเหมือนกาน เธอจึงทำให้โดยไม่หวังผลตอบแทนสิ่งใด แต่คิดในแง่กลับกาน ชั้นเองที่เปงฝ่ายรับ ย่อมอยากตอบแทนไรบ้างกะเธออ่ะ..จะให้รับอย่างเดียว หน้าตาเฉย ชั้นเองก้อลำบากใจนะ...
เอาเปงว่า หากมีสิ่งไหนที่ชั้นพอจะให้เธอกลับคืนได้บ้าง หรือทำให้เธอมีความสุขได้บ้าง เมื่อไหร่ที่เธอเอ่ยปากกะชั้น หากไม่ลำบากจนเกิดไป หากไม่ใช่ดาว เดือน ก้อบอกมาได้เลยนะ แล้วชั้นจะเต็มใจทำให้เธอบ้างล่ะ คราวนี้ แล้วจะรอเธอเอ่ยปากนะ ...(จะมีวันไหนมั้ยนี่)
ขอขอบคุณอีกครั้ง
March 30 Penzip to Freedomและแล้ววันแห่งการปลดโซ่พันธนาการก็ใกล้จะมาถึงเสียที เกือบจะ 3 ปีที่ผ่านมานั้น มีเรื่องราวความทรงจำดี ๆ หลายอย่างกับเพื่อนร่วมงานที่อยู่ร่วมกันมาโดยตลอด และเพื่อนร่วมงานที่ผ่านเข้ามาแล้วออกไปแล้วก็ตาม แม้ว่าการปลดโซ่ข้อนี้อาจจะทำได้ไม่ดีพอ มันเจ็บปวด ทรมาน แต่นั่นคือสิ่งที่ชั้นเลือกที่จะปลดมัน เพื่อให้ชั้นสามารถไปมีเชีวิตใหม่ ที่สดใส มีแต่แสงสว่างและมีแต่ความสุขเหมือน theme ที่ชั้นเลือกอยู่นี้
ก่อนที่เราจะได้งานที่นี่ก็เหมือนมีเรื่องมหัศจรรย์เกิดขึ้น ย้อนกลับไปเมื่อเพิ่งเรียนจบป.ตรีมาใหม่ ๆ ต้องยอมรับว่า กว่าแจ๋วจะได้งานเมื่อเทียบกับคนอื่น ทำให้แจ๋วรู้สึกว่าแจ๋วได้งานช้ามาก.. เราเคยทำงานก่อนหน้านี้มาแล้วที่นึง แต่ไปทำเพียงแค่ 3 วันแล้วลาออกเลย เพราะรู้สึกว่าที่นั่นไม่เหมาะกับเราเลย แล้วแจ๋วเองก็เครียดมากกับการหางานใหม่อีกครั้ง ทำให้เก็บไปคิด เก็บไปฝันถึงงานที่ต่าง ๆ มากมาย จนมีอยู่หนึ่งความฝันที่จำได้แม่นเลยว่า เรากำลังเดินไปทำงานที่นึง เราเดินอยู่ทางเดินบนถนนสายหนึ่งที่ทีทางด่วนตัดผ่าน ยอมรับเป็นเด็กกรุงเทพฯ ก็จริง แต่ไม่สามารถรู้จักได้ทุกเส้นทางในกรุงเทพฯหรอก และตอนนั้นเองเรารู้แต่ว่า ถนนที่มีทางด่วนตัดผ่านแบบในภาพความฝันที่เราเห็นนั้น คือถนนรองเมือง เพราะเคยไปมาหนนึง เราเองที่มักจะเห็นความฝันเป็นจริงบ่อย ๆ จึงคิดเข้าข้างตัวเองว่า ความฝันนั่นอาจจะจริงก็ได้ ก็เลย พยายามสมัครงานที่มีที่ตั้งแถวถนนรองเมืองให้ได้มากที่สุด แล้วก็สมัครไปเรื่อย ๆ จนไม่เห็นวี่แววว่าจะมีการเรียกจากบริษัทที่มีอยู่บริเวณดังกล่าวเลย แม้แต่ที่เดียว แต่ในที่สุดก็มีการเรียกสัมภาษณ์จากเอเอ็มพี เข้ามาบอกว่าให้มาสัมภาษณ์งานตอน 5 โมงเย็น งงมั้ย แม่ยังบอกเลยว่าถ้าดูแล้วท่าทางไม่ดี ไม่ต้องเข้าไปนะ แต่ตัดสินใจไปด้วยความอยากได้งานเต็มประดาอ่ะ เลยไปสัมภาษณ์ โดยที่ก่อนไปสัมภาษณ์ก็ได้บนไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์แถวบ้าน (ซึ่งศาลพระภูมินี้เคยออกรายการ มิติพิศวงมาแล้ว) ขอว่า "หากที่นี่เป็นงานที่ดีแล้วเหมาะสมกับแจ๋วดีก็ขอให้ได้งานที่นี่ แล้วจะกลับมาขอบคุณพร้อมของไหว้..." ไปพอสัมภาษณ์ก็รับเลย น่าอัศจรรย์ยิ่ง.. มีการถามเราด้วยว่าภาษาอังกฤษเป็นไงบ้าง ก็บอกไปว่า ก็ได้แค่มาตรฐานคนไทยทั่วไป บอกไปแบบนี้เพราะรู้ว่าตัวเองอ่อนภาษาอังกฤษมากกๆๆๆๆๆ ตอนแรกคิดว่าจะโดนสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษบ้าง แต่คนที่สัมภาษณ์กลับบอกว่า "โอเค พวกเค้ารับคุณนิ ผมชอบคุณนะ เพราะคุณพูดตรงดี" อ่า...งงสิ ดูว่าอะไร ๆ ก็เป็นใจซะหมด เหมือนได้กินน้ำยาโชคดียังไงก็ไม่รู้ แล้วเค้าก็ถามว่า ดีใจมั้ย ที่ได้งานแล้วเป็นที่แรกด้วย ก็ต้องดีใจสิในต้องนั้น
เมื่อเข้ามาทำงานวันแรกอ่ะ พี่พรรณีก็จัดแจงวาดแผนที่ให้เราไปหาพี่เอมที่สนข. บอกว่าเราต้องไปทำงานที่ site อ่ะ ก็โอเค เราก็ไปตามแผนที่ แล้วเราลงรถเมล์ที่ป้ายอุรุพงษ์หน้าแบงก์กรุงเทพฯ อ่ะ แล้วก็เดินข้ามสะพานลอยไปสนข.อ่ะ ภาพนั้นเอง ทำให้เรานึกถึงภาพในความฝันที่เราเคยฝันเห็นว่าตัวเองเดินอยู่ทางเดินใต้ทางด่วนที่ทำงานที่เราจะได้ก่อนหน้านี้ มันช่างเหลือเชื่อมั้ย.. มันบังเอิญหรือเรื่องจริง!!!! เมื่อเราเข้ามาได้สักระยะหนึ่ง เราก็ฝันอีกว่าเราถูกจรเข้ไล่ตามอ่ะ แต่ไม่กินเรานะ ในฝันรู้สึกว่าจรเข้ใจดี แค่ไล่ตามเราเฉย ๆ แล้วเลยให้ที่บ้านฟัง พี่ชายเราก็บอกว่า เฮ้ยแจ๋วฝันเห็นจรเข้เหรอ เค้าบอกว่า คนที่ฝันเห็นจรเข้ไล่ตามแสดงว่าเค้ามาทวงของบนอ่ะ โอ้โห..ฟังแล้วขนลุก ฟรุบเลย เพราะว่าเราลืมไปไหว้คืนจริง ๆ ด้วยตอนแรกที่บอกแม่ไปอ่ะว่าบนไว้ แม่ก็ไปไหว้แทนให้ เราคิดว่าน่าจะโอเค แต่ลืมไปอ่ะ บนไว้ว่า ถ้าได้จะกลับมาไหว้ขอบคุณอีกครั้ง ด้วยเงินเดือนตัวเองที่ได้เลย เชื่อมั้ยว่าเราฝันอย่างนี้ 2 ครั้ง ครั้งแรกอ่ะ ยังไม่เชื่อเท่าที่ควร คิดว่าน่าจะคิดมาไปเอง หรือดูสารคดีมากไปหน่อย แต่มันมีครั้งที่ 2 นี่สิ แล้วตื่นมาตอนตี 5.30 อ่ะ คราวนี้ไม่บอกใครแล้ว รับจัดแจงไปซื้อของตามที่บอกไว้ แล้วไปไหว้เลยทันที จากนั้นก็ไม่มีฝันถึงจรเข้อีกเลย... (เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อส่วนบุคคลนะ ใช้วิจารณญาณกันด้วยอ่ะ)
พอเข้ามาทำงานได้สักพัก เราได้ปรับโปรเพื่อเข้าบรรจุเป็นพนักงานของบริษัทเมื่อครบ 3 เดือน ทำให้ทุกคนถึงกับอึ้งและงง เพราะเท่าที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครได้ มีแต่เร็วสุดก็ 4 เดือนอ่ะตามที่เค้าเคยบอกแจ๋วไว้เหมือนกัน แล้วเราก็เหมือนกับเป็นเด็กรักตั้งแต่นั้นมา จะทำอะไรก็ให้บอก อยากได้อะไรก็บอก ได้กลับมาทำงานที่ออฟฟิศ ไม่ต้องทำ tdmc2 ด้วย อยากซื้อหนังสือก็บอกมา ก็ให้ตังค์เราเรื่อย ๆ ประมาณ 10000 ได้ หลอกให้เราตายใจอ่ะ ใครบอกเราว่าที่นี่ไม่ดีอย่างโน้น ไม่ดีอย่างนั้น เราก็ฟังหูไว้หู คิดว่าถ้ามันยังไม่เกิดขึ้นกับเราจริง ก็อย่าไปสนใจเลย แล้วเราก็ทำเรื่องขอเรียนเมื่อทำงานได้ 10 เดือน เค้าก็ให้เราเรียน แล้วบอกอีกว่า ยังคงให้สวัสดิการเราเหมือนเดิมทุกอย่าง เราเรียนตอนกลางวันด้วย เอ้ากะเค้าสิ เราก็ตายใจสนิทเลย..จริง ๆ
เรียนปีแรกด้วยความขยันยิ่งไปกลับออฟฟิศ-จุฬา เป็นว่าเล่น เรียนเช้า เข้าออฟฟิศบ่าย บางทีเรียนบ่าย เข้าออฟฟิศเช้าแล้วกลับเข้าเย็นอีก เหนื่อยโคตร.. แล้วปีแรกที่ผ่านไปด้วยความชื่นชมพอสมควร แล้วก็ได้โบนัสมา เงินเดือนก็ขึ้น ขั้นก็ขึ้นตามปกติ แล้วก็บอกว่าถ้าจบโทก็จะปรับวุฒิให้ด้วย แล้วก็ขอโน๊ตบุ๊คใช้ ก็ให้ไปหาสเปคมา แล้วก็สั่งซื้อมา ตอนแรกแกจะให้เครื่องใหม่นี้กะพี่วิทย์แล้ว แต่พี่วิทย์แกไม่เอา เราเลยผลพลอยได้เลย เพิ่งเราเลือกสเปคไปสูงอ่ะ ราคาเกือบแสนอ่ะ 555 ทุกอย่างที่ได้มาเรายอมแลกกับความเหนื่อยที่จะต้องทำงานดึก ถึงดึกมาก ทำเสาร์-อาทิตย์ ทนกับการถูกเอาเปรียบสารพัด พอระยะหลัง ๆ เริ่มไม่ให้เราลาชดเชยในวันหยุด เลยตัดสิทธิ์สวัสดิการเราเรื่อย ๆ เริ่มบ่นค่าแท็กซี่ที่เราเบิกเมื่อต้องกลับมาทำงานตอนกลางคืน เริ่มบอกว่าเราไม่มีสิทธิ์เบิกค่าแท็กซี่ในวันที่เราทำตอนกลางคืน เพราะเราเอาเวลาปกติไปเรียน เริ่มบ่นเรื่องเวลาทำงานที่บ้าน ที่ตอนแรกเคยตกกันไว้ว่า ให้เราสามารถทำงานที่บ้านได้แล้วเขียนเวลาได้ เริ่มถามจุกจิกถึงเรื่องรายละเอียดวันลา บอกว่าแจ๋วได้เวลาไปเรียนในแต่ละสัปดาห์แล้วยังจะลาอีก ก็มันมีเรียนเพิ่ม มันมี paper ต้องทำส่งนี่หว่า ต้องไปสอบ present paper บ้างอ่ะ จะให้ทำไงอ่ะ จะให้เราหายไปเฉย ๆ เราก็ไม่อาจทำได้ ก็ต้องใช้สิทธิ์ลาของตัวเองเพิ่มสิ ไม่งั้นชดใช้เวลาบานแน่..ชีวิต 2 ปีที่เรียนน่ะ เราใช้วันลาไปปีละ 10 วัน 8 วันเนี่ยใช้ไปกับการสอบ midterm และ final + สอบ present paper ต่าง ๆ น่ะ แล้วพอเราเรียนเราก็นำกลับมาใช้ในงานนั่นแหล่ะ แต่แล้วก็ไม่เกิดการยอมรับความคิดที่ได้ไปร่ำเรียนมาซะเท่าไหร่อ่ะ เซ็ง... สรุปว่าไอ้ที่ไปเรียนมาน่ะ มันใช้กะที่นี่ไม่ได้ เนื่องจากนโยบายในการทำมันต่างกันอ่ะ...
สุดท้ายก็มาจบเหตุการณ์เรื่องราวต่าง ๆ ด้วยการประเมินผลเพื่อปรับเงินเดือนและโบนัสประจำปี ที่เค้าให้แจ๋ว 0 คะแนน ซึ่งมีคนบอกว่า แกมีคะแนนอยู่ 2 ค่า เป็นเชิงคุณภาพ คือ 0 ไม่พอใจ กะ 1 พอใจ Oh!! My God ไอ้ที่เราทำมาทั้งปี กลับตี 2 ตี 3 เนี่ย มันคืออะไร บอกว่าเราทำงานแย่สุดในออฟฟิศของปีที่ผ่านมา บอกว่าเรามีเวลาทำงานไม่ถึง 43.5 ชม.ต่อสัปดาห์เลยต้องได้ 0 ไม่ขึ้นเงินเดือน ไม่ให้โบนัส บอกว่าเราลาเยอะ ไม่รู้จะเอาคะแนนที่ไหนมาให้เพิ่มเติม บอกว่าเราไม่มีผลงานเลย บอกเราว่างานช่วยไม่เกี่ยว มองงานหลักเป็นหลัก ขอบคุณสวรรค์มาก ๆ ที่ให้เรารู้ว่าคนบนโลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่มีความยุติธรรมเลย ให้ตายเถอะ เราจะจดจำไว้ไปบริหารงานที่บ้านไม่ให้เป็นอย่างนี้แน่นอน พอแจ๋วบอกว่าจะลาออกโดยจะขอเคลียร์งาน 1 เดือนนั้นอ่ะ เป็นเรื่อง เรื่องใหญ่มาก เราเลยได้คิดว่าเป็นเราต้องพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสเลยนะเนี่ย ถ้าไม่เกิดเรื่องอย่างนี้เราไม่รู้หรอกกฎหมายแรงงงานเค้ามียังไงบ้าง ไม่รู้หรอกว่าการบริหารบุคคลเค้าทำยังไงบ้าง ไม่รู้ถึงกลโกลงทางธุรกิจหรอก อย่างนี้คงต้องบอกว่าขอบคุณที่ให้รู้จัก กลยุทธิ์ "กดคนให้ถึงที่สุด เพื่อธุรกิจของตัวเองให้ได้มากที่สุด" เฮ้อ..นี่แหล่ะถึงเรียกว่า คน.. แล้วก็ตบท้ายด้วยคำพูดปลอบโยนว่า "พี่เสียใจนะที่แจ๋วออก พี่ไม่อยากให้ออกเลย" ..ฟังแล้วน่าขนลุก ซู่..มั้ย มิน่าถึงได้มีสุภาษิตที่ว่า ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา ไม่รู้ว่าสาย เมื่อมันยังไม่ผ่านไป" รักแท้ที่ดูแลไม่ได้ มันก็ต้องตายจากกันไปข้างนึงนั่นแหล่ะ .. แต่ท้ายที่สุดนี้ แจ๋วยังคงต้องการการจากกันด้วยดีอยู่เสมอ... แจ๋วพร้อมจะจดจำพันครั้งที่เธอทำดี แล้วจะลืมสิบครั้งร้าย ๆ ที่เธอเป็น แล้วไปเริ่มต้นชีวิตใหม่..เสียที..
ก่อนหน้าที่ชั้นจะปลดโซ่นี้มีผู้คนมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต และสร้างความทรงจำที่มีค่าต่าง ๆ มากมายให้แก่ชั้น ย้อนหลังเริ่มจากปัจจุบันเลยล่ะกัน
พี่ยอด เป็นเพื่อนร่วมงานคนล่าสุดจริง ๆ และเป็น AMPD ด้วย เป็นคนที่เข้ามาแล้ว ทำให้เรารู้สึกว่า พี่วิทย์เลือกถูกคน พี่เค้าเลือกมาเป็นการเติมเต็มในส่วนที่เราแตกต่างกันให้ทำงานร่วมกันได้อย่างไม่มีปัญหาแน่นอน แต่ต้องขอโทษพี่จริง ๆ ที่แจ๋วไม่สามารถอยู่ช่วยให้เต็มส่วนได้อีกต่อไปแล้ว... กิ๊ฟท์ น้องร่วมงานคนใหม่อีกคน ที่ได้รู้ว่าเราแซ่เดียวกัน แล้วเป็นคนพันธุ์จีน 100% เหมือนกันด้วย เย้..
เราเพิ่งจะรู้จักกันสักพัก แต่เหมือนคุ้นเคยกันมากนานนะว่ามั้ยน้องรัก.. น้องทำงานเก่ง หัวไว ให้ทำอะไรก็ได้ ไม่เกี่ยงเลย (เค้าถึงว่า มีน้องดี ๆ ก็ทำให้เราสบายไปได้เยอะเลย)
เนื่องจากน้องกิ๊ฟท์เป็นน้องผู้หญิงที่อายุน้อยสุดของเรา เลยเป็นที่แซวของบรรดาพี่ ๆ หัว snake ทั้งหลาย ทั้งเก่าและ ปัจจุบัน ถามหาได้ไม่เว้นแต่ละวัน แต่เสียใจด้วยนะพี่ ๆ ก็กิ๊ฟท์เราอ่ะ เค้ามีเจ้าของแล้ว 555...
เสียดายเหมือนกันที่เพิ่งจะเจอกิ๋ฟท์ได้ไม่นาน เพิ่งจะคุ้นเคยกันไวๆ นี้ แต่พี่ก็ต้องตัดสินใจลาจากที่นี่เสียแล้ว พี่สัญญาจะคิดถึงกิ๊ฟท์นะ น้องรัก... แต่ถ้าหากกิ๊ฟท์จะมีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกได้นะ จะให้ไปเป็นไม้กันหมาที่ไหนก็บอกได้นะ พี่คนนี้ยินดีเสมอจ้ะ
วันที่ 30 ที่ผ่านมา วันเกิดกิ๊ฟท์อ่ะดิ Happy Birthday
พี่ไม่มีอะไรจะให้กิ๋ฟท์อ่ะ
เบล สำหรับน้องร่วม ม.ธรรมศาสตร์อีกคนที่สร้างความประทับใจให้เหล่าพี่ ๆ มากพอควรในเรื่องงาน หัวไว เรียนรู้งานง่าย ไม่ต้องบอกมากก็เข้าใจ และทำงานร่วมกันผู้อื่นได้ง่ายด้วย จริงมั้ยพี่เอม กิ๊ฟท์ ไปสัมมนาด้วยถึงได้รู้ว่า น้องจ๋า.. เก็บ spare ได้ทุกครั้งเลย ดีจัง เวลาไปกินอะไรก็สั่งได้เต็มที่เลย ไม่ต้องกลัวเหลือแล้วอายเค้า ถ้าไปกินบุฟเฟต์นะไม่ต้องกลัวโดนปรับค่ากินเหลือเลย เพราะสั่งอะไรเบลก็จัดการได้ เวลาพี่กินที่ไหน คงอดคิดถึงเบลไม่ได้แน่เลย เพราะไม่รู้จะมีใครเก็บ spare ให้ป่าว กลัวว่าจะเป็น split มากกว่าอ่ะ 555....
รู้ว่าเบลต้องเป็นคนที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างคุ้มค่าแน่ พี่คงไม่ต้องห่วงอะไรกับน้องคนนี้ คงบอกแต่ว่าขอให้ได้เรียนต่ออย่างตั้งใจไว้นะ แล้วก็จบมาก็ได้ทำงานอย่างที่ฝัน ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ เงินเดือนสูง ๆ หรือได้เป็นเจ้าคนนายคนนะ (ถ้าได้จริงอย่าลืมพี่นะ ถ้าจะลงเลือกตั้งก็บอกกันได้นะ)
เอก เพื่อนร่วมงานที่เข้ามาพร้อมกับปีย์ ไม่รู้จะสาธยายอะไรอ่ะ ไม่ค่อยได้รู้ในความเป็นเค้าทำไรนัก เพราะปีนฝ่ากำแพงเข้าไปไม่ได้เลยอ่ะ ทั้งสูงและหนา แถมยังไม่มีประตูหรือทางเข้าใด ๆ ให้เห็นอีก บอกได้แต่ว่า เอกเป็นผู้ชายสำอางมักๆๆๆๆๆๆๆ แบบว่าคนทั้งออฟฟิศจะไปกินข้าว แต่ต้องรอเอกเสริมความหล่อ จนหิวไส้กิ่วไปเลย
เรามีสิ่งหนึ่งอยากบอกเอกนะว่า.. ชีวิตคนเรามันต้องมีทั้งสุข และทุกข์ มันถึงสนุก และสมกับที่ได้เกิดมาเป็นคนในชาติหนึ่งนะ แล้วก็ขอยืนยันกับเอกด้วยว่า เวลามันไม่ได้ช่วยให้เราเปลี่ยนใจในสิ่งที่เราตัดสินใจไปแล้วได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ๆ ก็ตาม หินอย่างเรา สงสัยต้องใช้น้ำกรดเท่านั้นอ่ะ เวลาถึงจะช่วยทำให้เรากร่อนได้ แต่ถ้ามันเป็นเพียงน้ำเฉย ๆ ล่ะก็ คงยากนะ
พี่บิ๊ก ไม่ค่อยได้คุยด้วยอ่ะ ตอนเข้ามาแรก ๆ ก็มักมาในวันที่เราไปเรียนทุกทีเลย เลยไม่ค่อยรู้ว่าพี่เค้าเป็นคนยังไง รู้แต่ว่าคุยการเมืองกับเรื่องธุรกิจ
แต่จากนี้ไปคงมีโอกาสคุยกันน้อยลงอ่ะ ถ้ามีเวลาจริง ๆ นะ จะขอความรู้อีกนะพี่บิ๊ก
ปีย์ เพื่อนร่วมงานคนใหม่ (แต่ไม่มาก) เป็นเพื่อนร่วมรุ่นธรรมศาสตร์ แต่ไม่เคยได้เห็นกันเลย (คงเพราะม.มันใหญ่มั้ง) เป็นคนเก่งและขยันอีกคน ที่เดินเข้ามาร่วมชะตาชีวิตด้วยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เสียดายอยู่เหมือนกันที่เพิ่งเจอกันได้ไม่นาน เราก็ต้องห่างกันอีกนิดแล้ว ถ้าเรารู้จักกันตั้งแต่อยู่ธรรมศาสตร์ คงดีกว่านี้ไม่น้อย (เฮ้อ..อยากย้อนเวลาได้จัง) เป็นคนเฮฮา คุยสนุก โดยเฉพาะเรื่อง..... ซึ่งเราเม้าส์กันตั้งแต่ประจวบยันหาดใหญ่ได้ โดยไม่นึกถึงเวลาเลย...
นี่ปีย์ถ้าเราบอกชื่อบริษัทที่เราทำไปกับโจ๊กก่อน โจ๊กคงบอกไม่ให้ปีย์เข้าแน่เลย โชคดีนะที่ไม่ได้บอกไป เราจะได้มีโอกาสให้ฟ้าลิขิตให้เรามาเจอกัน แต่อาจจะโชคร้ายสำหรับปีย์ที่ได้มาเจอะเจอเรื่องร้าย ๆ ที่เกิดขึ้น.. เฮ้อ..
เฮ้อ..หลังจากเราไปปีย์คงมีเรื่อง...มาเม้าส์ให้เราฟังเรื่อย ๆ นะ คงไม่ได้เห็นสิ่งที่ปีย์เม้าส์ แต่จะรับฟังทุกวันด้วยความโหยหาเลยแหล่ะ แต่อย่าเม้าส์ระยะเผาขนล่ะ เด๋วจะเติมคำในช่องว่างได้ไม่ครบถ้วนอ่ะ.. แล้วจะกลายความหมายเป็นอื่นไป
"ปีย์ เรามีอะไรอยากบอกอ่ะ ขอบคุณมากสำหรับกำลังใจที่ให้กับเรามาผ่านมือที่สัมผัสบ่าเราเบา ๆ หลังจากที่เราโดน พลังธาตุไฟแตกของคนบางคนพุ่งเข้าใส่ แล้วก็ตามด้วยคำถามน่ารัก ๆ ว่า Are you O.K.?
ต่อจากนี้ไป ถ้าปีจะถามเรื่อง
พี่ต๊อด พี่ชายที่แสนดีอีกคน ที่เข้ามาก่อนเรา แล้วก็ให้เราไปก่อน ก่อนอื่นคงต้องขอแสดงความยินดีด้วยที่พี่ใกล้จบแล้ว เอ้อ..จะเรียกว่าจบแล้วก็ได้มั้งใช่มั้ยค่ะ สำหรับแจ๋วจบปีหน้าแน่นอนแล้วพี่อย่าลืมมางานรับปริญญาแจ๋วด้วยนะ พี่ต๊อดทำงานเก่งมาก ยอมรับเลย แรก ๆ คาดกันว่าจะโดนปั้นมาแทนพี่บางคนที่ออกไปแล้ว แต่เวลาไม่ได้ช่วยอะไรเลยอีกแล้วคร้าบท่าน ไม่สามารถทำให้พี่เค้ารู้สึกอยากได้มากขึ้นเลย พี่ชายสอนอะไรให้แจ๋วหลาย ๆ อย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่แจ๋วไม่เคยคาดคิดมาก่อน สอนให้รู้จักประเมินการทำงานของตัวเองและแสดงออกแค่ไหน อย่างไร ซึ่งแจ๋วจะจดจำตลอดไป
ไปไหนมาไหนกะพี่เค้าบ่อย ๆ ก็พอรู้อยู่ว่า เมาแล้วเป็นไง.. แต่เค้าก็บอกแจ๋วเสมอว่า เอ๊ะทำไมแจ๋วพูดมากขึ้นเรื่อย ๆ อ๋อ..เพราะมันเมานี่เอง พี่ ๆ ไม่ใช่ว่าแจ๋วเมาแล้วพูดมากหรอก แต่เมาแล้วทำให้อารมณ์ดี พูดอะไรออกมาได้เรื่อย ๆ แอลกอฮอล์มันไปกระตุ้นต่อมมุกในสมองให้คิดเร็ว พูดเร็วอ่ะพี่ ไม่ได้แก้ตัว แต่จริง ๆ ๆ ๆ
พี่เอม พี่สาวที่แสนดี เป็นพี่เลี้ยงหัดเดินให้ตั้งแต่แรกเข้า จวบจนปัจจุบัน แบบว่าน้อง ๆ หลาย ๆ คน ทำงานแล้วไม่อยากขาดไปเลย พี่เอมไปเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน น้อง ๆ (โดยเฉพาะกิ๊ฟท์) กังวลโคตร ๆ เกรงว่าจะต้องเผชิญชะตากำเพียงลำพัง เราร่วมห้อง ร่วมทุกข์ ร่วมสนุก มามากมาย ที่ยังไงก็ลืมไม่ลง เกือบ 3 ปีที่ได้อยู่กะพี่ นึก ๆ แล้วใจหวิว ๆ อ่ะพี่ แค่คิดว่าพรุ่งนี้ทำงานจะไม่เจอพี่เอม ไม่มีพี่เอมคอยช่วยเหลือ คอยสอนงาน คอยให้ซ่อมคอมพ์ ไม่มีโต๊ะพี่เอมให้ไปกินขนม กินถั่วต้ม ไม่ได้ยินเสียงพี่เอมเถียงกับเค้า เฮ้อ.. แต่..คงยังมีพี่เอมไปเที่ยวไหนต่อไหนกันอีกใช่มั้ยพี่ เกาะกูด อ่าวมะม่วง มาเลเซีย บาหลี เกาหลี ฯลฯ
อยู่ด้วยกันมา ส่วนใหญ่แล้วพี่เอมจะ take ให้ตลอดอ่ะ เลี้ยงข้าวก็เยอะ ให้เลขไปเล่นหวย แต่เราดันไม่เชื่อเอง เลยไม่ถูกเลย พอพี่ถูกก็พาไปเลี้ยงด้วย เราเล่นกัน เถียงกันเรื่องงาน ขัดแย้งทางความคิดกันบ้างเล็กน้อยถึงไม่มี แต่เราก็จบเรื่องงานได้เสมอ แล้วเพิ่มความสัมพันธ์ส่วนตัวให้กันและกันมากขึ้นอีก ยังจำได้เลยมาแรก ๆ พี่เอมชวนไปเที่ยวโรงเบียร์ ให้รู้จักรสชาติแอลกอฮอล์ พอเรากินไปแล้ว เราก็ติดไปโดยปริยาย กินมากไปหน่อยตอนไปสัมมนาที่กาญจน์เล่นเอา พดขึ้นทั้งตัว แพ้สารเหล้า รบกวนพี่เอมกลางดึกอีกอ่ะ คันไปทั้งตัวเลย แล้วก็แก้โดย ตื่นเช้ามาให้กินน้ำส้ม กินน้ำเยอะ ๆ ให้ถ่ายน้ำออกไปมาก ๆ จะได้เอาเหล้าออกไปให้ได้มากที่สุด แล้วเราก็หาย.. แต่ไม่เข็ดนะพี่ มันเป็นเหมือนวัคซีนอ่ะพี่ พอโดนพิษเข้าแล้วมันก็จะชินและปรับตัวได้ในที่สุด 555..
มีอยู่วันนึงที่พี่บอกแจ๋วว่า "ถ้าแจ๋วไปจากที่นี่แล้วจะต้องร้องไห้คิดถึงพี่เอมอ่ะ" โอ๊ย!! บอกว่าแทงใจสุด ๆ พี่ แต่ยังหวังลึก ๆ ว่าพี่เอมคงเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะเราอยู่ด้วยกันมาตลอดเลยน่ะสิ แต่เราจะห่างแค่กายใช่มั้ยพี่
พี่เอม แจ๋วคงต้องขอบคุณพี่มาก ๆ ที่พี่ช่วยทุกอย่างตลอดเวลาที่เราได้รู้จักกัน พี่ช่วยแจ๋วตั้งแต่วันแรกที่เจอกันจนถึงวันสุดท้ายของการทำงานที่นี่ พี่ทำให้แจ๋วรู้สึกว่าพี่เป็นพี่สาวของแจ๋วจริง ๆ ก็ว่าได้ ใคร ๆ ก็ว่าเราหน้าคล้ายกัน ถึงวันนี้แจ๋วขอให้พี่เอมมีความสุขมาก ๆ ในชีวิตนะคะ เจอคนเดินเคียงข้างเร็วๆ (พี่ฟางเส้นสุดท้ายจิง ๆ แล้วนะ) เป็นคนดี หล่อ รวยที่จะทำให้พี่เอมมีความสุขที่สุดเลย ให้พี่เอมไม่ต้องทำงานแล้วไปเป็นคุณนายเลี้ยงเจ้าตัวเล็กอยู่บ้านนะคะพี่เลี้ยง...
พี่เลี้ยง นี่เป็นคำสรรพนามแทนพี่เอมเวลาที่แจ๋วคุยกะที่บ้านแจ๋วอ่ะ แล้วแจ๋วก็คิดว่าพี่เหมาะกับคำนี้มาก ๆ เลย
สำหรับพี่ ๆ อาวุโสคนอื่นๆ คงไม่อาจเอื้อมที่จะเขียนให้รู้ได้ เอาเป็นว่าขอแสดงความนับถือพี่ ๆ ทุกคน ณ ตรงนี้ไว้เลยค่ะ และขอขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนมากที่เอ็นดู และสอนงาน ให้ความรู้แจ๋วตลอดเวลาที่ผ่านมากคะ
จากช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ยังมีความทรงจำดี ๆ กับพี่ ๆ ที่ชิงลาไปก่อนหน้านี้อีกมากมาย ไม่เกริ่นนานล่ะ เริ่มที่ใครก็ดีนะ อ๊ะ
พี่ดุ๊ก พี่ชายสุดยอด modeler เป็นกุนซือให้เราในหลาย ๆ อย่างใน ทั้งในเรื่องของการทำงาน การเรียนและชีวิตส่วนตัว แต่เรื่องรักไม่ได้นะ รู้สึกแกก็ไม่ค่อยรอดซักเท่าไหร่อยู่แล้ว เป็นคนล่าสุดที่ลาไปก่อนหน้าแจ๋วอ่ะ จากไปด้วยไม่ดีซะเท่าไหร่ แต่คงดีกว่าแจ๋วมากอ่ะ พี่เค้าเป็นคนเก่ง เก่งมาก ยอมรับเลย เรื่องของ modeler แบบตรง ๆ หรือเฉียง ๆ เอียง ๆ แกทำได้หมด ขอให้บอก ถึงเราจะมีทะเลาะกันบ้างในเรื่องงาน แต่ทุกอย่างก็จบลงที่งานเท่านั้น ความผูกพันเรายังเหมือนเดิม พี่แกมีแผนชีวิตที่ฟังๆ แล้วน่านำไปคิดแล้วปฏิบัติตาม...
จำได้ว่าตอนไปสัมมนาที่พัทยา เรารวมตัวกันไปดริ้งค์ที่ห้องแก พี่ดุ๊ก กะพี่เจน (เพื่อนพี่เค้าที่สนข.) สลับกันคุยโทรศัพท์ซะโคตรเบาเลย แล้วต้องแอบไปคุยในห้องน้ำเหมือนกันด้วย แล้วเราก็แอบได้ยินว่า คร๊าบ..คร๊าบ..คร๊าบ.. คือพูดอะไรได้ไม่มากอ่ะ คร๊าบ..คร๊าบ..อย่างเดียว พี่ดุ๊กแกจะมี
พี่อาร์ท ตอนเข้ามาครั้งแรก ก็รู้สึกว่าแปลก ๆ แล้ว แล้วพี่เค้าก็รู้ถึงความแปลกของอาถรรพน์และชื่อเสียของที่นี่ด้วย แต่พี่เค้ายังอยากมาอีก อ่ะเอากะเค้าสิ พี่อาร์ทเคยมาสมัครที่นี่แล้ว แต่ก็ปฏิเสธไปเนื่องจากมีปัญหาเล็กน้อย แต่แล้วก็ยังผ่านการรับเข้าอีกครั้งหลังเหตุการณ์นั้น แสดงว่าแน่จริงใช่มั้ยอ่ะ พอเข้ามาก็ต้องยอมรับว่า พี่เค้าเก่งอ่ะ มีวุฒิภาวะด้วย และก็เป็นที่ถูกใจของพี่อ้นไกด์แสนน่ารักด้วย แบบว่าไปสัมมนาด้วยต้องระวังเวลานอนไว้ให้ดีนะ อย่าปล่อยให้มีช่องว่างนะเด๋วถูกบุกไปหาแน่..
ถ้าหากพูดถึงพี่อาร์ทแล้วคงต้องต่อด้วย
พี่หว้า พี่หว้ามาอยู่ก่อนพี่อาร์ทอ่ะ แต่พอพี่อาร์ทเข้ามา แกก็นั่งทำงานใกล้กันอ่ะ เลยกลายเป็นคู่ dual ไปโดยปริยาย.. พี่หว้าพี่สาวแสนดีอีกคน ที่ร่วมม.ธรรมศาสตร์และจุฬาเลย ถึงพี่เค้าจะดำไปนิดจนเป็นเขียว แล้วทำให้มองยากในเวลากลางคืนก็ตาม แต่พี่สาวคนนี้ก็น่ารักเสมอ พี่เค้าทำงานที่นี่ด้วยความอดทนมหาศาล แกเข้ามาใน proj: KPI ซึ่งโหดและเคี่ยวมากเลย แกต้องพบเจอเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย ที่พี่หว้าก็สามารถผ่านไปได้ด้วยดี พี่หว้าเข้ามาแรก ๆ แกทำเครื่อง xerox พังกระดาษติด ทำให้ใช้ไม่ได้ โดนพี่เอมอำ จนแกร้องไห้เลย.. sensitive โคตร ๆ แต่ลืมบอกแกไปว่า พี่เอมแกเป็นสุดยอดนักอำอยู่แล้ว ขนาดพี่เอิร์ธยังเชื่อเลย คงมีแต่พี่เชนแหล่ะที่พี่เอมอำไม่ได้เลย พี่เชนแกไวกว่าป้าเอมมากพอควร
พี่หว้าเป็นคนเดียวที่ลาไปแล้ว แต่แจ๋วไม่ได้ทำรูปที่ระลึกให้ เออ อยากบอกพี่ว่า จนป่านนี้ยังไม่ได้ทำให้เลยอ่ะ แต่จะทำให้แน่นอน พี่ขึ้นมาครั้งหน้าได้แน่ เดือนเมษา เพราะว่าปลดแอกไปได้หลายอย่างแล้วล่ะเวลานั้น หวังว่าพี่ขึ้นมาเวลานั้นคงได้เลี้ยงฉลองส่งพี่ใครคนหนึ่งนะ หากเป็นไปตามที่คาดไว้นะ ตอนวันสุดท้ายที่จะได้เจอพี่ ไม่ได้ไปกินกะพี่เลย เพราะงานยุ่งจริง ๆ อ่ะ จำไม่ได้อ่ะว่าเลี้ยงส่งพี่หว้าที่ไหน หมูกะทะหรือป่าวนะ เอ๊ะ..!! งงๆๆ แต่ช่างมันเถอะเอาเป็นว่าทุกวันคิดถึงพี่หว้ามาก ๆ เลย แล้วก็เสมอ ๆ ด้วย หวังว่าพี่จะแต่งงานในเร็ววันนะพี่สาว...
พี่นัท + พี่ตั้ว พี่สองคนนี้เข้ามาพร้อมกันด้วยจุดประสงค์คล้ายกันคือต้องการข้อมูลและประสบการณ์การทำ Model เพื่อไปใช้ในการทำ Thesis อ่ะ แต่แล้วก็ไม่ประสบความสำเร็จจึงต้องลาจากไปเรียนรู้ด้วยตนเองต่อไป และพี่เค้าก็อยู่กับเราได้ไม่นานอ่ะ ได้ไปร่วม Drink ที่งานสัมมนาด้วยกันครั้งนึง เป็นอะไรที่มันมากเช่นกัน แต่ยังส่งความปรารถนาดีถึงพี่อยู่เรื่อย ๆ ค่ะ
พี่เอิร์ธ พี่ชายที่ชอบดูหนังไทยเป็นชีวิตจริงใจ ชวนไปดูหนังทีไรก็ชวนแต่ไปดูหนังไทย ชาตินิยมจริง ๆ อ่ะพี่ แจ๋วเข้าไปก็ได้ร่วมงานกะพี่เค้าด้วย ถึงกะอึ้งที่พี่เค้าสามารถเรียนรู้การทำ model ยาก ๆ ได้ด้วยการอ่าน text อังกฤษล้วน ๆ เพียงลำพัง เนื่องจากคนสอนเค้าไม่ค่อยมา แต่งานต้องส่ง ยังไงก็ต้องทำอ่ะ นี่ถ้าเค้าไม่จบเมืองนอก คงเข้าใจ manual ไม่ลึกซึ้งเท่านี้แน่ แต่พี่เค้ามักจะสอนเราว่า ต้องรู้จักเอาไปอ่านเอง บอกหมดมันก็ง่ายเกินไป แต่พี่ค่ะ คือน้องอ่ะ ไม่ได้จบนอกเหมือนพี่นะคะ กว่าจะอ่านจบแล้วรู้เรื่องอ่ะ คงต้องเวลาซัก 1 ปีได้มั้ยค่ะพี่.. พี่เอิร์ธสอนให้รู้จักอะไร ๆ หลาย ๆ อย่างที่เราไม่เคยได้เห็นมาก่อน ยอมรับว่าปีแรกที่ทำงานสนุกมาก ทุกอย่างตื่นตาตื่นใจไปหมด แบบว่า เฮ้ยแบบนี้ก็มีด้วย แบบนี้เค้าทำธุรกิจกันได้ด้วย แล้วก็ต้องทำแบ่งโซนใน model สนุกมาก รู้สึกว่าภูมิศาสตร์น่าเรียนขึ้นมาทันที จำได้ว่าตอนนั้นได้ทำส่วนพื้นที่ฝั่งธน แบบว่า..นอนหลับยังจำได้เลยว่า จรัญสนิทวงศ์แล้วต่อด้วยอะไรต่อ หลับตาลงก็เห็นภาพกรุงเทพฝั่งตะวันตกตามในแผนที่เลยอ่ะ แต่ก็มันส์ดีอ่ะ แต่ตอนนี้อย่าถามนะ จำไม่ค่อยได้แล้วอ่ะ มันไม่ได้จับแล้ว
จำได้ว่า แจ๋วมาแรก ๆ เวลาคุยกะพี่เอิร์ธนะ แกจะก้มหน้าคุยด้วยตลอดเวลา หรือไม่ก็แกจะหลบสายตาต้องคุยด้วย เราก็คิดว่าพี่เค้ารังเกียจเราหรือป่าวอ่ะเนี่ยะ โอ๊ย!!! เราทำอะไรลงไปหรือป่าวนะ แต่แล้วเวลาผ่านไปสักสองสามอาทิตย์ได้มั้ง พี่เอิร์ธถึงคุยด้วยแบบปกติ คือหลบตาเหมือนเดิม ถึงได้รู้ว่าที่เค้าทำกะเราตั้งแต่แรกน่ะ ก็เป็นปกติของเค้าอ่ะดิ..
พี่เชน พี่เชนพี่ชายด้วยคุณวุฒิ ยอมรับว่าพี่เค้าเป็นเด็กเรียนจริง ๆ พี่เค้าเรียนเร็วมาก พี่เค้าสอบเทียบมาด้วย คือแบบว่าอายุเท่ากันแต่แจ๋วน่ะเพิ่งจบตรี แต่แกจบโทมาแล้วปีนึงอ่ะ เอากะเค้าสิ พี่เค้าเป็นพวกคุณหนูมาก ๆ ในสายตาของคนเพิ่งรู้จักกัน แต่ถ้าคบกันดูจริง ๆ แล้วจะรู้ว่า เป็นพวกคุณหนูรักสบายเหลือเกิน พี่เค้าเป็นประเภทแบบว่าอะไรก็ได้ ไม่สำอางค์เลย คุยเก่ง ทำตัวสบาย ๆ ยังไงก็ได้ ไม่เคยคิดว่า ตัวเองเป็นคุณหนูเลย คุยด้วยได้ทุกเรื่องอ่ะ แต่พี่เค้าจะอ่อนในเรื่องของความรักอ่ะ ว้า..แย่จัง!!!! ไม่เปงไร เรื่องแบบนี้มันเรียนรู้กันได้พี่
พี่เชนเป็นคนกวนประสาทมาก ๆๆๆๆๆๆ ชอบแกล้งแจ๋วเป็นที่สุด ไม่เข้าใจทำไมอ่ะ โดยเฉพาะเรื่องตุ๊กตากบของพี่เอมอ่ะ ชอบแหย่ให้ตกใจ แกล้งกันอยู่ได้ รู้ทั้งรู้ว่ากลัว ยังจะทำอีก คอยดูนะ จะเอาสาวเปรี้ยวเข้าใส่บ้างเถอะ โรคกลัวผู้หญิงจะได้หายบ้าง ตอนเข้ามาแรก ๆ ก็ได้ทำงานกะพี่เชนตลอด พอย้ายออฟฟิศ ก็ทำงานกับพี่เค้าอีก แต่เอ๊ะ พี่เค้าเลี้ยงข้าวเรากี่ครั้งเองนะ..พี่เชนสอนอะไรให้หลายอย่างมาก เรื่องงานนะ ส่วนเรื่องชีวิตอย่าไปพึ่งพี่เค้าเชี่ยวนะ พึ่งตัวเองดีก่า..555 ทำให้รู้ว่างานด้าน statistics สำหรับพี่เค้านะ เป็นสถิติ factor ตลอดเลย เป็นเส้นตรงมีแนวโน้มทุกอย่างเลย เอ๊ะ แล้วเราเสียเวลาเรียนมันทำไมตั้ง 4 ปีอ่ะเนี่ยะ.. ถ้าเวลาทำงานมันใช้แค่นั้น เฮ้อ...
การปลดแอกครั้งนี้ของแจ๋ว มันอาจจะดูไม่ดีไปหน่อยสำหรับพี่ แต่แจ๋วว่าแจ๋วทำได้ดีที่สุดแล้วค่ะพี่ แล้วแจ๋วก็อยากได้ชีวิตใหม่ และขอทวงความอิสระคืนด้วยล่ะพี่
เจ๋ง เจ๋งเป็นเพื่อนร่วมงานอีกคน ที่เข้ามาหลังเรา แต่จากไปก่อนเราเยอะเลย แบบว่ารู้ตัวหนีไปตั้งตัวได้ก่อนใคร สำหรับเจ๋งหร๋อ เราเจอกันได้ไม่นานเท่าไหร่ แล้วเจ๋งก็ออกไป เลยอาจมีอะไรเม้าส์ไม่มากนัก ตอนนั้นทำงานกะพี่เอิร์ธด้วยกัน ซึ่งโดนพี่เอิร์ธสอนมาเหมือนกันอยู่อย่างคือ ทุกอย่างต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองดีที่สุด.. เพราะพี่ก็ไม่เคยมีคนสอนเหมือนกัน หอพักเจ๋งกะบ้านแจ๋วอยู่ใกล้กัน หรือไปกะกลับที่ทำงานอยู่ด้วยกันบ่อย ๆ ต้องขอบคุณเจ๋งมากเลยนะ ส่วนอีกเรื่องที่จะลืมประกาศกิตติคุณไม่ได้เลยนะ คือฝากขอบคุณพี่สาวเจ๋งด้วยนะที่ประสาทวิชาให้เรารู้เรื่องโปรแกรม ทำให้เราสามารถเข้าใจมันได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ ขอบคุณมากๆๆเลย
(พี่) เฟิร์ส เริ่มงานไปได้วันสองวันล่ะมั้ง ก็ได้รู้ว่า ใครคือเฟิร์ส แล้วทำไมนามสกุลเดียวกับรุ่นน้องที่ธรรมศาสตร์เลย ถึงกับได้ร้องอ๋อ.. เป็นพี่ชายแท้ ๆ ของน้องริน น้องสุดเลิฟที่ชมรม ตั้งแต่นั้นมา ก็เหมือนผูกพันมา 3 ชาติครึ่ง แบบว่าคุยได้ทุกอย่าง ทุกเรื่องพร้อมได้รับคำแนะนำดี ๆ มากมายที่เฟิร์สสรรหามาให้ (ดีก่าพี่เชนเยอะเลย) อาจเป็นเพราะแจ๋วสนิทกับริน น้องสาวเค้ามากมั้ง เลยทำให้คุ้นเคยกับเฟิร์สได้เร็ว แม้ว่าจะไม่ได้ทำงานร่วมกันเลย เพราะแจ๋วเข้ามา เฟิร์สลาออกไปแล้ว แต่อยู่ในช่วงเคลียร์งาน
แม้ไม่ได้เจอกัน แต่ก็โทรคุย แชดกันบ่อย ๆ ต้องขอบคุณมากจริง ๆ นะ สำหรับทุกอย่างที่พี่น้อง พิริยะมานันท์ ทำให้กะแจ่วคนนี้ แล้วเราคงจะคุ้นเคยกันอย่างนี้ตลอดไป..
คนที่เรารู้จักในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ คงมีเพียงเท่านี้ แต่อยากบอกว่าทุกความทรงจำ ทุกความรู้สึกที่มีนั้น มันไม่อาจลางเลือนไปได้ แม้ว่าเราจะอยู่ห่างกันสักเพียงไหน (รู้นะว่าอ่านแล้วต้องบอกว่าเน่าว่ะ แหว่ะ..กันเป็นแถว) แต่ความจริงที่เกิดขึ้นนี้ คงต้องบอกอย่างนั้นแน่ ๆ กับทุกสิ่งที่เราได้เจอะเจอ กับมิตรภาพอันดีที่ทุกคนมีให้กับแจ๋วคนนี้ เราจะลาเป็นการชั่วคราว กับการลาจากกัน ณ สถานที่แห่งนี้ แต่เราจะเจอกันไปเรื่อย ๆ ทุกสถานที่ที่มีให้เราได้พบกัน
สุดท้ายอยากตะโกนบอกว่า
และอยากบอกกับทุกคนว่า เราอยู่ที่องศาต่างกันเท่านั้น
|
|
|