More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  Billion Experience in My...PhotosProfileFriendsMore Tools Explore the Spaces community

Jwaree

View spaceSend a message
Occupation:
Age:
Location:
Interests:
จบตรีธรรมศาสตร์ เรียนโทจุฬา..ทำงานชมรม ittag
ปัจจุบัน เป็น SAP Consultant ความฝันอันสูงสุด คือ การให้ทุนการศึกษาแก่ผู้มีโอกาสน้อย คำพูดที่กินใจที่สุด ก็ต้องนี่เลย "เวลาที่มืดสนิทที่สุด คือเวลาตอนที่ใกล้สว่าง เพราะฉะนั้น อะไรก็ตามที่มันเลวร้ายสุด ๆ แล้วฉันใด ความสุข ความดีงามสุด ๆ ก็ใกล้มาถึงแล้วฉันนั้น" ได้มาตอนอบรมผู้นำเยาวชนที่ธรรมศาสตร์แหล่ะ
No folders have been shared yet.

Billion Experience in My Life

Pretty Girl who need to discover myself
July 29

ความรัก

มนุษย์เราอยู่ได้ด้วยความรักที่มีให้กันและกันเสมอมา เพราะมนุษย์เราเปงสัตว์สังคมน่ะสิ  เปงสัตว์ที่จะต้องอยู่รวมกันเปงกลุ่ม เปงก้อน ทำให้เราสามารถรวมตัวกันทำสิ่งต่างๆ ก่อให้เกิดเปงอารายธรรมหลากหลาย มานานนม จวบจนทุกวันนี้
 
การที่เราอยู่ด้วยกันได้นั้น ย่อมเกิดจากความรักที่มีให้กัน ก่อให้เกิดความผูกพันยาวนาน หลายร้อยปี ที่ซึ่งหลายสิ่ง หลายอย่างเสื่อมสลาย มลายไปสิ้น แต่สิ่งที่ยังอยู่ด้วยเสมอมา นั่นคือ ความรักนั่นเอง.....
 
คนทุกคนมีความรักกันทั้งน้าน จะมีมากหรือน้อยเท่าน้านเอง ที่แตกต่าง ...............Red heart Wilted rose Broken heart Red rose Red lips 
 
นิยามของความรักมีแต่คนพยายามหาความหมายมาให้กับมัน แต่ก้ออีกนั่นแหละ หากคนเหล่าน้านนน ไม่เคยมีรักอยู่ในใจ ไม่เคยเจอรักกะตัวเองแล้ว ย่อมหาคำตอบคำว่า รัก ยากเสียหน่อย ว่าม่ะ
 
เคยได้ยินหลายคนบอกว่า... "กำลังหาคนตามใจ" Red heartหมายว่า..ถ้าจะหาคนรักซักคน มาอยู่ด้วยกันกะเรานั้น เค้าคนนั้นต้องเปงคนที่ตามใจเราทุกอย่าง และตลอดเวลา เราจะเปงตัวของตัวเราเอง แบบนี้ที่เปงอยู่ จะมีจุดยืนของตัวเอง ไม่ปรับเปลี่ยนชีวิตตัวเอง ไม่ว่าจะคนละครึ่งทาง หรือน้อยกว่าน้านนก้อตามมมมม
 
อีกหลายคนก้อบอกว่า "พบกันคนละครึ่งทางก้อแล้วกัน"Red heart อันนี้ดีเนอะ เดินทางสายกลางไว้ก่อน ปลอดภัยดี.. แบ่งรับแบ่งสู้ พลัดกันรุกพลัดกันรับดีจัง หากจะมีคนรู้ใจกะเค้าซักคน ก้อยอมปรับตัวเองเข้าหาเค้าบ้างถ้าจำเปง แต่ลึกๆๆ ก้อยังให้เค้าปรับเข้าหามากกว่า...
 
แต่สำหรับชั้นนั้น.. ฟังเพื่อนๆๆ ผู้หญิงคิดแบบนี้ เลยย้อนกลับมามองตัวเอง.. เพราะช้านเองเปงคนง่ายๆๆ สบายๆๆๆ ถ้าช้านจะรักใคร ชอบใครซักคน แบบจะเปงเพื่อนรู้ใจนั้น ช้านเองคนทำได้ทุกอย่างล่ะ เพราะช้านเองสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อคนที่ชั้นรัก เพื่อความสุขที่เค้าจะได้รับ เพราะหากชั้น รักใคร ชอบใครแล้ว ชั้นอยากให้เค้ามีความสุขมากที่สุด เท่าที่จะทำได้ (เหมือนนิยายน้ำเน่าม่ะ แต่นี่คือสิ่งที่ชั้นคิดไว้เสมอ) แต่ทุกอย่างจะต้องอยู่ภายใต้ กรอบศีลธรรม คุณธรรมอันดีงามนะ.. ไม่ใช่ ให้ช้านไปฆ่าใคร เพื่อให้เค้ามีความสุข คนอย่างนั้น ช้านก้อคงไม่รัก ไม่ชอบเปงแน่.. ทำไมน่ะเหรอ ทำไมช้านถึงคิดว่า ช้านเองจะเปงคนปรับตัว เปงคนให้เค้าทุกอย่าง เพราะช้านคิดว่า การจะเปลี่ยนแปลงอาไรเปงเรื่องยาก โดยเฉพาะเปลี่ยนแปลงจิตใจคนอื่น แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงตัวเองไง.. ถ้าการเปลี่ยนแปลงนั้น เปงสิ่งดีงาม เปงสิ่งถูกต้อง หรือเปงสิ่งที่ไม่ได้เลวร้ายมากนัก การเปลี่ยนแปลงตัวเองก้อง่ายกว่า ให้ใครต่อใคร มาเปลี่ยนแปลงให้เรา...การเปลี่ยนแปลงตัวเองนี้ เราสามารถควบคุมตัวเองได้ แต่เราไปควบคุมคนอื่นได้ยากอ่ะ.. แต่ก้อนั่นแหล่ะ ใครต่อใคร คงไม่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองใช่ป่ะ โดยเฉพาะผู้หญิงอย่างเรา จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ผู้ชายที่เรารักเหรอ เชอะ อย่าคิดเสียให้ยากเลย...555 แต่ก้ออีกนั่นแหล่ะ การเปลี่ยนแปลงตัวเองที่ทำแล้วเหนื่อย ก้ออย่าทำมันเลยนะ.. เพราะความรัก ก่อให้เกิดสุขมากกว่าความทุกข์ หากทำแล้วมีทุกข์ ทรมานก้ออย่าทำมันเลย แล้วอย่าไปรักมันเลยนะ..
 
ความคิดใครแต่ละคน ก้อไม่มีคำว่า ผิดทั้งนั้นแหล่ะ ไม่มีใครสามารถบอกได้หรอกว่า ความรักแบบนี้ มันผิดหรือถูก จะอยากทำแบบไหน ก้อทำไปเถอะ ทำแล้วเกิดสิ่งดีๆๆ เกิดขึ้นมากกว่าสิ่งไม่ดี ของทั้งสองฝ่าย นั่นแหล่ะดีที่สุดแล้ววววว ว่าม่ะ แล้วเพื่อนๆ ล่ะ ว่าไงบ้างล่ะ...
 
 
July 20

July: The Month change of Life

ใกล้ถึงวันที่ตัวเลขอายุของช้านจะเพิ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง เยอะแยะเต้มไปหมด แต่ก้อไม่รู้ว่า หลังจากผ่านวันเกิด ที่เปรียบเสมือนปีใหม่ของตัวเองไปนั้น จะมีอะไรเกิดขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงตามมาอีกหรือไม่..
 
หมอลักษณ์ ฟันธง ช้านได้อีเมล์ตั้งแต่ต้นปี อ่านแล้วก้อดูเหมือนจะแม่นนะ.. กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้ อีเมล์เขียนไว้ว่า...
คนเกิดราศี กรกฏ ปีนี้เป็นจังหวะที่เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงจริงๆ นับ> ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน ปี 2549 ไปจนถึงประมาณปลายปี 2551 เป็นช่วงแห่งการ เปลี่ยนแปลงย้ายบ้าน ซ่อมบ้าน> เปลี่ยนรถ ซ่อมรถครั้งใหญ่ เปลี่ยนชีวิต..และตอนนี้ที่ช้านเปง...
 
เดือน 07/2007 ช้างเปงตัวเลขที่แรงเหลือเกิน ทำให้อะไรต่อมิอะไร เปลี่ยนแปลงไปได้ถึงเพียงนี้.. และมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นกะช้านมากมาย...
เริ่มจาก  งานรับปริญญาโท ที่จุฬา ที่มีกำหนดวันซ้อมใหญ่ในวันที่ 01/07/2007 และรับจริง 13/07/2007 ซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตช้านเปงอันดับแรก ด้วยการไปชุบตัว เปลี่ยนองค์ทรงเครื่อง ขัดศรีฉวีวรรณ ทั้งภายนอกและข้างใน แล้วก้อเข้า Loop ของการเปงนางแบบเช่นเคย เหมือนเมื่อครั้นก่อนหน้าที่ธรรมศาสตร์ แต่ครั้งนี้ คงไม่ถ่ายเยอะเท่ากับครั้งก่อนน้านแล้วเปงแน่ บรรยากาศงานรับปริญญาดูสบายๆ กว่าตอนป.ตรีอ่ะ เปิดโล่งมากกว่า อาจด้วยพื้นที่ที่จุฬากว้างขวางกว่า และจำนวนคนที่ขึ้นรับในแต่ละวันคงน้อยกว่าธรรมศาสตร์ เพราะจุฬาแบ่งเป็น 2 วัน แต่เหนื่อยพอตัว เติมความสวย ความงาม เพิ่มความสุขให้กับตัวเองกับการฉลองรับปริญญาโทที่จุฬา ที่กว่าจะฝ่าฟันอุปสรรคมาได้ แทบกะอักเลือดพอสมควร... ขอขอบคุณ พ่อแม่ ญาติพี่น้อง และผองเพื่อนที่มาร่วมแสดงความยินดีกับมหาบัณฑิตใหม่ ตัวน้อยๆๆๆๆ แล้วจะส่งรูปไปให้ดูกันถ้วนหน้านะจ้ะ..
 
12/07/07 เวลา 8.08 น. เจ้าตัวเล้ก ได้ออกมาลืมตาดูโลกหลังจากเก้บตัว บำรุงให้อ้วนพุงพุ้ยกว่า 9 เดือน ก้อออกมา say แง้ๆๆๆ กะครอบครัวจารุรัตนวารีเปงที่เรียบร้อย หลังจากที่คลอดเกินกำหนดวันมงคลของโลก 07/07/07 เจโน่ เปงหลายชายคนแรกของครอบครัวชั้น ที่ทำให้ช้านต้องไปเล่นทุกวันกะน้องตัวเล้กคนนี้เสมอ.. แต่แล้วก้อเหมือนได้โชค 2 ชั้น หลานชายร่วมตระกูลจึง ของครอบครัวน้องกิฟ น้องรักร่วมวงศาคณาญาติ แบบไม่เคยเปงญาติกันมาก่อน ก้อได้ออกมาลืมตาดูโลก เมื่อ 18/07/07 เช่นกานน เลยมีเจ้าตัวเล้กทั้ง 2 คนเปงพี่น้องกานนนเนอะกิฟเนอะ.. แล้วกิฟกลับมาค่อยมาพาไปเล่นกันนะ..
 
04/07/07 ลองกลับบ้านเส้นทางใหม่ แล้วให้พี่ชายไปรับ ปรากฏว่า รถถูกเฉี่ยว แต่พี่ชายใจดีไม่อยากมีเรื่อง ให้ต่างคนต่างซ่อม แล้วก้อแจ้คพ้อต 16/07/07 กับสัมพันธ์ประกันภัย ประจวบเหมาะเหลือเกินที่มันเจ๊ง...ไม่มีศูนย์ไหน อู่ไหน รับเอารถไปเคลมเลยอ่ะ.. เฮ้อ..แล้วช้านก้อต้องเหนื่อยกะการเคลมหรือนี่... ไม่น่าเลยเรา..
22/07/07 วันคล้ายวันเกิดเวียนมาครบอีกล่ะ.. แล้วเราจะเลขไรแล้วนะนี่.. วันเกิดปีนี้ ตรงกับวันอาทิตย์ เลยไม่รู้จะไปไหนได้นอกจากต้องอยู่กับครอบครัว hap กะหม่าม้า กะเจ้าตัวเล้กดีก่า.. ถ้ามีคนถามว่า จะให้พร อยากจะขออาไร  สำหรับตอนนี้ อยากจะขอเหลือเกินว่า.."ขอให้คนที่เราชอบ ให้เค้าชอบเราด้วยเถอะ.." จะได้แต่งงาน แต่งกานนนซะที..น้องๆ ไอทีแทครอคอยปาร์ตี้นี้ของเรา นานเต้มทีแล้วอ่ะ.. 5555 จะได้สมกับคำนายของแม่หมอ แห่งวัดระฆังได้บอกไว้... สาธุ...
 
26/07/07 ในอนาคตอันใกล้จวนเจียนนี้ ช้านจะต้องขึ้นเขียง ให้หมอเอาพังพืดออก (โธ่อดว่ายน้ำได้อย่างคล่องเลยเรา..) แล้วเราเปงตัวไรนี่..มีพังพืดด้วย เหมือนกัปปะเลย.. ตั้งแต่เกิดมาก้อยังไม่เคยถูกผ่าตัดเปงทางการแบบนี้เลย..กัวจังเยยยย แม้มันจะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่มันก้อทำให้อะไรๆๆ เปลี่ยนแปลงไปเหมือนกานนะ แต่คงเปลี่ยนแปลงไปในทางทีดีขึ้นอ่ะ..คือสามารถมีมือใช้งาน เล่นเอ้ม คีย์สเปซ ได้ตามปกติต่อไปนานๆๆๆ อ่ะ.. เฮ้อ..กัวๆๆๆๆ อยากได้กำลังใจจากใครบางคนจัง...อิ..อิ..
 
มหัศจรรย์เลข 7 ในปีนี้ที่มีแต่คนพูดถึง มันคงจะดีไม่น้อย ถ้าความมหัศจรรย์นั้น ได้เกิดกับกลุ่มกิจกรรมไอทีแทคปีที่ 7 นี้ ให้มีเวทีกิจกรรมได้คงอยู่ต่อไปตราบนานเท่านาน เพื่อประโยชน์แก่สังคมต่อไป
 
สุดท้าย ขอให้สิ่งดีๆๆ กับเลข 7 นี้ ส่งผลให้ทุกคนรอบข้างชั้น มีความสุขถ้วนหน้า แล้วอย่าลืมไปทำบุญเข้าพรรษา และขอ happy birthday ให้กับเพื่อนๆ ที่เกิดเดือน 7 นี้ทุกคน เพราะเยอะเหลือเกิน เปงเดือนที่มีเพื่อน หรือคนรู้จักเกิดเยอะที่สุดเลย สำหรับช้านเอง... (เกือบจะทั้งเดือนเลย)
June 29

Can't forget

ความจริง . . .สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา
ในขณะที่เรา กำลังคิดถึงใครสักคนหนึ่งอยู่นั้น
คน ๆ นั้นก็อาจจะกำลังคิดถึงใครอีกคนอยู่ก็เป็นได้
และอาจจะมีคนคิดถึงเรา . . .
โดยที่เราเองก็ไม่ได้สนใจ . . . ที่จะรับรู้เลยเช่นเดียวกัน

ในความฝันนั้น . . . เราเลือกที่จะรักได้
สามารถเลือกให้คนที่เรารัก รักเรา
เลือกที่จะสมหวัง เลือกที่จะไม่ผิดหวัง
แต่ในความเป็นจริง . . .
สิ่งที่เกิดขึ้นนั่น ไม่ได้เป็นอย่างในความฝัน

ความจริงที่เกิดขึ้นนั้น . . . มันสุดแสนจะเจ็บปวด
เมื่อรักนั้น . . . ไม่สมหวัง เมื่อรักไม่ได้เป็นดังที่ใจหวัง
เมื่อเราไปรักคนที่ไม่สามารถรักเราได้
ไม่ว่า . . . จะด้วยเหตุผลใด

การอยู่กับความฝัน . . . ทำให้คนมีความสุข
แต่เมื่อเจอกับความจริง  . . .ทุกสิ่งกลับเปลี่ยนไป
ดังนั้น . . . จึงไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่
เลือกที่จะจมอยู่กับความฝัน . . .
มากกว่าตื่นมาเจอความจริงที่เจ็บปวด

รู้ว่าเธอไม่รัก ไม่มีใจให้ฉัน
แต่เธอรู้ไหม. . . หัวใจไม่มีเหตุผล
แลกทุกอย่างเพื่อคำว่า “รัก” รักแล้วเจ็บก็ยอมก็ทน

รู้ว่าเธอหนักใจ และรู้ว่าลำบากใจ
ที่ยังเห็นฉันยังทุ่มเทใจ ให้เธออย่างนี้
ไม่มีทางที่จะรักฉัน ทุกถ้อยคำฉันเข้าใจดี
แต่ในวันนี้ ยังทำใจไม่ได้เลย

อย่าบอกฉันให้ตัดใจ อย่าผลักไสฉันให้ไกล
ช่วยทำเป็นไม่รู้ แค่ปล่อยให้ฉันนั้นรักเธออยู่เหมือนเดิมได้ไหม?
ไม่วิงวอนให้เธอสงสาร อ้อนวอนให้เธอมีใจ แค่อย่าใจร้าย
อย่าเกลียดกันก็พอ ...

ข้อความเหล่านี้ ช่างโดนใจซะเหลือเกิน เหมือนเอาเครื่อง sonalon มาจี้บำบัดที่ตรงหัวใจตรงๆ ยังไงๆๆอยู่ มันเลยรู้สึกเจ้บแปลบๆ เจ้บเหมือนไฟช้อตบริเวณที่มันอักเสบมั่กๆๆ ซึ่งมันเจ็บจนแทบทนไม่ไหว..แล้วช้านเองคงต้องถูกบำบัดแบบนี้ต่อไปอีกเรื่อย จนกว่าหัวใจจะแข็งแรง และจะมีใครม่ะ ที่จะเข้ามาช่วยยกเลิกการบำบัดนี้เสียทีนะ..

เธอเปงใครกันแน่ล่ะ..ทามมายช้านถึงลืมเธอไม่ได้เสียที เธอไม่ใช่คนหน้าตา เธอไม่มีคารมคมคาย เธอไม่มีความหวานเอาเลยซักนิด แล้วเธอมีไรดีที่ทำให้ช้านลืมเธอไม่ได้เสียทีกันล่ะนี่.. หรือเพราะเธอไม่ใช่ของช้านนนน ช้านจึงหยุดไม่ได้รึ

ทุกสิ่งเปลี่ยนไปเพราะเธอ..เพราะเธอจริงๆ

May 27

L.O.V.E.

เหตุไฉนเลย มนุษย์เราถึงต้องมีคำว่า "รัก".. เข้ามาในชีวิต
เหตุใดกันที่มนุษย์ มักทำทุกสิ่งทุกอย่างได้แม้กระทั่งเอาชีวิตแลก กะคำว่า "รัก"
มีเหตุผลใดบ้าง ถ้ามนุษย์จะไม่มี "ความรัก" ได้หรือป่าววววว
 
ช่วงเวลาหนึ่ง ที่ชั้นเอง เคยมีความสุขกับมัน "ความรัก" ให้เค้าคนนึงก้อมีความสุขกะชั้น.. ด้วย "ความรัก" เช่นกานนนน แต่ด้วยหลายสิ่งเหลือเกิน ที่เราไม่อาจรักกันได้ตลอด..โดยเฉพาะเหตุผลที่บอกว่า "เรารักกันไม่ได้" ...จากปัจจัยสิ่งแวดล้อมรอบข้าง เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม..อ๊ะ..อะไรกันนี่...
 
คนๆ นึง เคยเข้ามาในชีวิตชั้น แต่ชั้นกลับไม่เคยคิดทุ่มเท ไม่เคยคิดทำให้เค้ามีความสุข ไม่เคยทำอะไรตอบแทนสิ่งที่เรียกว่า "ความรัก" ที่เค้ามีให้กับชั้นเลย..
ไม่ว่าชั้นจะเป็นยังไง จะเลวแค่ไหน จะทำกับใครแค่ไหน เค้ายังคงดีกับชั้นตลอดเวลา แต่หินแกรนิตอย่างชั้นคนนี้ ไม่เคยสึกกร่อนเลย ไม่ว่าจะกี่หยดน้ำก้อตาม
(สงสัยน้ำที่เธอหยดมานั้น ไม่ใช่น้ำกรดมั้ง)
 
อีกคนหนึ่ง แสนดีจัง.. แต่ชั้นเองก้อเข้ามาทีหลังคนของเค้า.. แต่สุดท้ายความรู้สึกที่มีต่อกัน อย่างมีความรู้สึกดีๆๆ ต่อกันให้เสมอ.. และลงเอย..ด้วยความสุขกับคำว่า "พี่น้องกัน"
 
ส่วนอีกคน ชั้นเองก้อสับสนเลยเกิน กะคำว่า คนดีกะคนรักมันต่างกัน ชั้นเองก้อทำให้เค้าได้ทุกอย่าง แม้ว่าเค้าเองจะไม่เคยมีอะไรกลับมาให้กะชั้นบ้างเลย..
แต่ชั้นเองก้อยังลืมเค้าไม่ได้อยู่ดี..อะไรกันนี่.. มันเปงกรรมเวร ใช่ม่ะอ่ะ..
 
ชั้นไม่เคยกัวกะความรักเลย แม้ว่าความรัก จะทำให้เจ็บปวดแค่ไหน ชั้นลืมความเจ็บปวดเหล่านั้นได้หมด เพราะชั้นเลือกที่จะจำในสิ่งที่ความรักทำให้ชั้นมีความสุขล้นเท่านั้น
แต่วันนี้ ชั้นเริ่มรู้สึกว่า..ทำไมคนเราต้องมีความรัก เพราะเมื่อมีรัก ก้อมีทุกข็ตามมาอย่างแน่นอน...
 
จะเป็นเพียงแววตาของเธอทั้งคู่ฉายมาสะกดหรือเปล่า
อาจเป็นดาวดวงใดใช้เธอมาหลอกเล่นกลเป็นไปไม่ได้
ออกจะงงคงเป็นเพราะเธอทำสับสน..โอ๊ย .. เดี๋ยวอยากรักเดี๋ยวอยากลืม
โอ๊ย ๆ .. ทุกสิ่งเปลี่ยนไปเพราะเธอ
 

เมื่อได้รู้ว่าเทอไม่แคร์แม้จะทำเพื่อเธอทุกสิ่ง
เธอนั้นไม่คิดไม่เห็นจะสนใจ
และเหมือนคนงมงายเหมือนฉันไม่เข้าใจทุกอย่าง
ยังคิดตามหาความรักที่สวนทาง
และสุดท้ายก้อลงเอยแบบเดิมๆ คือต้องเหลือตัวคนเดียวอย่างนี้




 
May 05

Koh Ngai 2 Sea on Trang & Krabi

หรรษา เริงร่า สนุกสุดเหวี่ยง และเร้าใจยิ่งนัก กับทริป ท่องทะเลตรังเกาะไหง ทะเล 2 น่านน้ำ จังหวัดกระบี่ และตรัง
 
ออกจากกรุงเทพในคืนวันศุกร์แห่งชาติ (ศุกร์สิ้นเดือน long weekend) ด้วยสภาพภูมิอากาศ ที่ใครๆ ก้อว่าไม่น่าไปเที่ยวทะเลเลยยิ่งนัก ฝนตกที่กทม. ตลอดช่วงหลังสงกรานต์มา และวันศุกร์ที่ออกเดินทางก้อหนีไม่พ้นกับสายฝนที่โปรยปรายลงมา แม้ไม่นัก แต่ที่นี่น่ะ กรุงเทพ เมืองศิวิไลซ์ ที่กลัวฝนยิ่งนัก รถติดสุด ๆ แล้วสมาชิกทริปนี้ จะมาทันขึ้นรถมั้ยนี่..
 
และแล้วเราก้อได้ลุ้นระทึกช่วงออกเดินทางเลย เพราะเรายังขาดสมาชิกอีก 1 คนที่ถึงเวลารถออกแล้ว แต่ก้อยังเดินทางมาไม่ถึง เลยต้องคิดสารพัดวิธี ที่จะให้น้องเค้าไปด้วยกันได้. เฮ้อ..เล่นเอาเหนื่อย.. แต่ก้อมันส์ไปอีกแบบนะ น้องนะ...
 
กาลเวลาขาไปช่วงนานแสนนาน ด้วยระยะทางกว่า 700 กม. จากกทม.ไปตรัง ยาวนาน 12 ชม.เศษ..ต้องสภาพการเดินทาง สิ่งแวดล้อม จุดพักรถ ยังคงเหมือนเดิมๆ ครั้นเมื่อไปกระบี่ และหาดใหญ่มาก่อนหน้า.. ฟ้าเริ่มสาง ตะวันทอแสงรำไร ๆ ๆ ให้สัญญาณว่า เรากำลังจะจุดหมายปลางทางแล้ว นั่นคือจังหวัดตรังนั่นเอง
 
ตรังเปงเมืองที่สวยไม่ใช่น้อย ถนนหนทางเรียบ เนียน และกว้างขวาง สมแล้วที่เปงบ้านเกิดของอดีตนายกฯ เมืองไทยคนนึง (เฮ้อ..ถ้ามีนายกฯ มาจากทุกจังหวัด ประเทศเราคงเจริญเท่ากันทุกจังหวัดเนอะ) ทุกคนตื่นได้ที่และเตรียมตัวออกรบ เอ้ย..ลงจากรถ พร้อม breakfast กันด้วยการต้องรับของทัวร์ที่ได้ซื้อแพคเกจไว้ พาเราไปกินอาหารเช้า เมืองตรัง นั่นคือ หมูย่างเมืองตรังและติ่มซำขึ้นชื่อนั่นเอง บรรยากาศ ที่ตรังเพียงแค่ 7 โมงเช้า แต่ร้านอาหารเช้าที่นั่น มีคนเต้มร้าน มากไปด้วยทั้งนักท่องเที่ยว ชาวไทยและต่างชาติ และคนพื้นเพเอง เราได้ลองลิ้มรสชาติหมูย่างเมืองตรัง และติ๋มซำกันหนำใจ พร้อมที่จะไปเลี้ยงปลาบนเรือก้อว่าได้ แต่บอกได้คำเดียวว่า..อร่อยจังเยย... 
 
ทริปนี้ มีไว้สำหรับเพื่อนวัยโจ๋ ที่ไม่กลัวสังขาร เพราะเราจะนั่งเรือไปถ้ำมรกต บนเกาะมุกกันต่อเลยนะ.. ขึ้นเรือที่ท่าเรือปากเมง พร้อมแบกสัมภาระลงเรือเพื่อมุ่งหน้าไปเกาะมุก เข้าถ้ำมรกต ต่อด้วยเกาะกระดาน ซึ่งเปงเกาะที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของตรัง และที่เกาะนี้ก้อมีเทศกาลวิวาห์ใต้สมุทรกันด้วยเด้อ...ต่อด้วยเกาะเชือก และปิดท้ายที่เกาะม้ากันจ้า...
 
ออกจากท่าเรือแดดเปรี้ยงสุด ๆ แต่ละคนต้องบรรจงโบ๊ะครีมกันแดดกันแบบว่า กัวดำแต่อยากมาทะเลอ่ะ นั่งมาสะพัก เริ่มแดดล่มลมตก เมื่อถึงถ้ำมรกต ที่แรกที่เราจะไปกัน ทุกคนก้อตื่นตาตื่นใจ จนเรือเอียงกันไปข้างนึงเลย เพราะน้ำที่เกาะมุกนี้ ใสมั่กๆๆๆ ขนาดแสดงแดงรำไรๆ ก้อยังเหงปลาว่ายน้ำเล่นกันสนุกสุขสันต์ เปงฝูงๆ เลย.. เราจัดคิวลำดับการเข้าถ้ำเปงที่เรียบร้อยก้อโดดน้ำ จ่อมๆๆ เรียงกันเข้าถ้ำไป แสงแดดเริ่มออก ทำให้เราได้เหงความงดงามของธรรมชาติที่ช่างสร้างสรรค์ยิ่งนัก เมื่อแสงตกกระทบกับผิวน้ำบริเวณในถ้ำแล้วนั้น เราก้อได้รู้ทันทีว่า ถ้ำมรตน่ะเปงอย่างไร เพราะปากถ้ำ ผนังถ้ำ ต่างสะท้อนแสงกับผิวน้ำเป็นสีเขียวมรกต สวยจับใจ..เหลือเกิน พอเข้าไปซะระยะนึง ก้อจะมืดตื้อตือเลย (น่ากัวจัง) ระยะทางไม่ไกลนัก เราก้อเหงชายหาดตรงทางออก ได้ยินเสียงคลื่นกระทบผนังถ้ำ แต่ด้วยปริมาณคนไปค่อนข้างเยอะ ทำให้เราไม่ได้เห็นน้ำทะเลที่ชายหาดภายใน ลากูน ถ้ำมรกตนี้เป็นสีเขียวมรกตอ่ะ.. จากนั้นเรา ก้อเปงพวกคนไทย บ้าป้ายกันเช่นเคย กับการบันทึกภาพที่ป้ายถ้ำมรกตและประวัติความเป็นมาของถ้ำแห่งนี้กานนนน และเล่นกันตามประสาคนไปเที่ยวอ่ะ.. และเมื่อขากลับเราก้อยิ่งได้เห็นภาพสีเขียวมรกต ช่วงจะออกปากถ้ำอีกเช่นกาน จึงได้ถามทัวร์ว่า ทามมายจึงเรียกว่าถ้ำมรกต...ไกด์ก้อบอกว่า.. ช่วงที่เราเข้าไประหว่างอยู่ในถ้ำนั้น จะมืดมาก ตาเราจะไม่ได้รับแสงเลย พอตอนจะออกจากถ้ำ มีแสงตกกระทบเข้าที่ตาเรา และผิวน้ำ ทำให้เราเหงบริเวณถ้ำสะท้อนแสงเปงสีของน้ำทะเลที่ใส เปงสีเขียวมรกต ดังเช่นที่เห็นล่ะจ้ะ รู้แล้วนะ..
 
จากนั้นออกเดินทางไปเกะกระดานกันต่อเลย...โอ้ย..โครงเครง..เมา..ได้โดยไม่ต้องกินเหล้าเลยอ่ะ.. ที่กระดาน ณ ที่ไปนั้น ไม่ค่อยประทับใจซะเท่าไหร่ เราได้เหงหาดทรายขาวสวย เรียบอย่างกะกระดานนั้น ที่ขึ้นชื่อของเกาะ แต่ปะการัง ไกด์ไม่พาไปอ่ะ น่าเกลียดสุด ๆ อาจเปงเพราะทัศนวิสัยไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เพราะมีมรสุมเข้าพอดิบพอดีเลย..เฮ้อ..เซ้งจอร์ดจิงๆ เลย..
 
แต่เราได้ไปดำน้ำที่เกาะไหงแทน ซึ่งเปงจุดนอกทริปอ่ะ แต่สวยสุด ๆ แล้วไม่ค่อยมีใครไปด้วยอ่ะ ดำกันเองในแก็งค์ สวยสุด ๆ ปะการังสมบูรณ์พูนผลจิงๆ ทะเลตรังนี่..ปลาเสือนับพันตัวแหวกว่ายท้าฟองอากาศกะเรา ปลาดาว ปลาดาวขนนก ปลาหมอทะเลตัวใหญ่มั่กๆ ปลานกแก้วหลากสีสรร ปลานีออน และปลา ฯลฯ เต้มไปหมด และที่ขาดไม่ได้นั่นก้อคือ ปลาการ์ตูน นีโม พระเอกของเรานั่นเอง... อยู่กันเปงฝูงเลย แลบไปแลบมากะดอกไม้ทะเล บ้านของนีโมอ่ะ.. โลกใต้ทะเลที่นี่ ดึงดูดเด็กเทพ อย่างพวกเราได้อย่างที่เราไม่อยากกลับมาสู่โลกที่กทม.อีกเลยอ่ะ.. 
 
 ต่อกันด้วยเกาะม้า ข้ามเกาะเชือกไปเพราะทัศนวิสัย มรสุมพัดผ่านที่นั่นอ่ะ..เลยอด ที่เกาะม้าน่ะ เปงเกาะที่ไกด์ฝากการบ้านให้พวกเราค้นหาคำตอบด้วยอ่ะ การบ้านมีอยู่ว่า ที่เกาะม้านี่ มีจุดเด่นอยู่ที่ปะการัง 7 สี คำถามคือ แล้วมันมีสีอะไรบ้าง... พอเราเข้าใกล้เกาะ กับแสงแดดรำไร ยังพอให้เราเหงความงดงามของทะเลรอบๆ เกาะม้าได้อยู่ เราเหงน้ำทะเลเปงสีเขียว แต่มีเงาสีแดงของอะไรบางอยู่ อยู่ในน้ำนั่น พวกเราทำให้เรือเอียงไปข้างนึงอีกแล้ว (น่ากัวจิงๆ) เราจึงรีบใส่สน้อกเกิล แล้วโดดลงน้ำ ถ่ายรูปกันซะหน่อย แล้วก้มหน้าลงไปดู เงาสีแดงนั่น แต่เราไม่ลืมที่จะพกขนมปังลงไปด้วย เพื่อให้ปลาน้อยใหญ่ มาแหวกว่ายใกล้ๆ เรา แต่เชื่อมั้ยว่า.. ไม่ต้องมีขนมปัง ปลาก้อมาแหวกว่ายเล่นน้ำกะฟองอากาศที่เกิดขึ้นรอบตัวเราแล้วอ่ะ.. มีปลาทะเลแนวปะการังเต้มไปหมด หลากหลายสีสรรกว่าที่ที่แล้วมาก ปะการังอุดมสมบูรณ์สุด ๆ แล้วก้อได้พบคำตอบว่า เงาสีแดงนั่นก้อคือ ปะการัง 7 สี ที่เปงสีแดงนั่นเอง ...แล้วเราก้อได้ว่ายน้ำดูแนวปะการังไปเรื่อยๆ ก้อยิ่งเจอว่า ปะการังที่นี่มีสีแดง สีขาว สีเหลือง สีชมพู บานเย็น สีฟ้า อยู่กันเปงกอๆๆ เต้มไปหมด นี่หรือโลกใต้น้ำ นี่หรือทะเลตรัง.. โอ้..ขออยู่ต่อสักอาทิดได้มั้ยอ่ะ.. นีโมที่นี่มีเต้มไปหมดเลย มี 3 แบบที่เราได้เหงกัน มีแบบสีส้มขาว สีดำขาว และสีดำสลับส้ม ขาว น่ารักมั่กๆๆๆๆ หยิบจับกันได้เลย ปะการังก้อตื้นมาก ต้องระมัดระวังกันนิดนึง ปะการังเขากวางอ่อนเต้มไปหมด ปะการังสมองอันใหญ่เบ้อเริ่ม ปะการังจานกว้างใหญ่มาก ฯลฯ โอ้..กลับไปช้านจะเปิดสารานุกรมสิ่งมีชีวิตแนวปะการังดูเลยอ่ะว่า..สิ่งที่เหงมานั้น มันคืออะไรกันบ้างอ่ะ..
 
แล้ววันนี้ก้อหมดลงอย่างรวดเร้วเหลือเกิน เราเข้าที่พักแบบเหนื่อยล้า แต่ในหัวก้อยังมีภาพใต้ทะเลวนเวียนอยู่เต้มไปหมดอ่ะ..
 
April 16

Dhamma Delivery

วันหยุดสงกรานต์ปีนี้ ขอ shut down ตัวเองพักผ่อน เก็บแรงไว้ไปเที่ยวทะเล เอ้ย..ไม่ใช่ เก็บแรงไว้ทำงานต่อตอนเปิดจาก Long weekend  เลยได้มีเวลาเปิดโทรทัศน์ดู เจอรายการ "ธรรมะเดลิเวอรี่" ที่บรรยายโดย พระอาจารย์สมปอง ตอน "ใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข" ออกอากาศทางช่อง 5 วันที่ 13 เม.ย. 50 อ่ะจ้ะ แล้วสะดุดกับ คำคมประโยคนึงว่า "โลกน่ะ มีไว้เหยียบ ไม่ได้มีไว้แบก" ฟังแล้วโอ้..พระอาจารย์..มายก้อด..ช่าย...มันใช่เลย...
 
ถ้ามนุษย์เราๆ ท่านๆ แต่ละคนคิดได้แบบนี้แล้ว จะทำให้โลกนี้ความสุขมากขึ้นนะ..
 
การใช้ชีวิตของเราทุกคนปัจจุบัน มักจะพบปัญหากันอยู่เรื่อย ๆ และบางคนกำอมักบอกว่า ปัญหาที่เราพบอยู่นั้น มันไม่มีทางออกเสียเลย เงื่อนไขต่างๆ เพียบเเหลือเกิน ตัวช่วยก้อไม่มี ไม่รู้จะหันไปพึ่งใคร เราแบกโลกไว้โดยลำพัง อย่างหนักอึ้งเสียนีกระไร แต่ลองคิดถึงคำสอนของพระอาจารย์นี้ แล้วก้ออดขำปะปนไม่ได้ว่า พระท่านพูดถูกนะ เราเองเกือบทุกคนคงได้มีโอกาสเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ตอนโลกและจักรวาลกันมาบ้างล่ะนะ.. แล้วเราเองคงไม่ปฏิเสธว่า เรานั้นอาศัยอยู่บนเปลือกของดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่มีชื่อว่าโลก และโลกนั้นก้อโคจรรอบดวงอาทิดย์อีกที โดยโลกก้อเปงเพียงดาวเคราะห์ดวงน้อย ๆ เมื่ออยู่ในจักรวาล จริงมั้ย.. และสัตว์ทั้งหลายที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ เราเองก้อเดินและเหยียบย่ำอยู่บนพื้นดิน พื้นดินที่เปลือกโลกนั่นเอง ซึ่งนั่นหมายความว่า เราดำเนินชีวิตในแต่ละวัน โดยการเหยียบโลกอยู่นะ โลกจึงมีไว้เหยียบ มิใช่มีไว้ให้เราแบกนะ..
 
พระอาจารย์ได้สอนว่า ปัญหาที่เราเผชิญอยู่นั้น ให้มองว่ามันไม่ได้ใหญ่ซะแค่ไหนหรอก เพราะตัวเรานั้นมีขนาดเล็กกระจิดริดเมื่ออยู่บนโลก แล้วโลกก้อเล็กจิ๋วเมื่อมองจากจักรวาล แล้วปัญหาที่เราเจออยู่ล่ะ มันก้อยิ่งเล็กนิดเดียวเอง ซึ่งปัญหานี้มันจะใหญ่ หรือเล็ก ขึ้นอยู่กับตัวเราเองนั่นแหล่ะ ที่จะมองว่าใหญ่หรือเล็ก แต่ไม่ว่าปัญหานั้น จะใหญ่แค่ไหน ทุกปัญหาย่อมมีทางออก มีทางแก้ไขเสมอ... ต่างกับคนที่ไม่มีปัญหานะ เคยได้ยินมั้ยว่า..ใครก้อตามที่มีปัญหา ได้เจอปัญหา นั่นแสดงว่า คนๆ นั้นเปงคนทำงาน หากคนไหนไม่มีปัญหา ไม่เคยปัญหาเลย แสดงว่าคน ๆ นั้น ไม่เคยทำอะไรเลยต่างหาก.. เพราะฉะนั้น อย่าไปกัวปัญหาที่จะเกิดขึ้น อย่าไปคิดว่าปัญหาไม่มีทางออก ในเมื่อปัญหามันมาหาเราได้ มันก้อต้องออกไปได้แน่ ตามวัฏจักรของมนุษย์เราเลย.. ลองนั่งทบทวนกับตัวเองซะพัก แล้วจะได้รู้ว่า ทางแก้มันอยู่ที่ตรงไหน มันอยู่ที่ความตั้งใจ ขยัน อดทน หรือป่าว หรือมันต้องใช้เวลา...หรือบางที ทางออกมันก้อย่อมอยู่ตรงที่เราเข้ามานั่นแหล่ะ..อิ..อิ...
 
การทำกิจกรรมต่าง ๆ ก้อดี ไม่ว่าจะเปงกิจกรรมระหว่างการศึกษา หรือระหว่างการดำเนินชีวิตต่าง ๆ ย่อมทำให้เราได้เหงถึงปัญหามากขึ้น แล้วเราเองก้อจะมีโอกาสสะสมประสบการณ์การรู้จักปัญหา และวิธีการแก้ไขมันได้อยู่ตลอดเวลา ยิ่งเราเองมีโอกาสได้เรียนรู้ปัญหานั้นได้เร็วขึ้นแค่ไหนในชีวิต นั่นหมายถึงกำไรของชีวิตที่จะได้รับต่อไปล่ะจ้ะ...

HappY FeeT HappY ITTAG

ดูหนัง ดูละคร แล้วลองมองย้อนดูตัวเอง
 
นี่เปงสำนวนที่ใครต่อใครมักจะพูด เล่า กล่าวขาน ให้เราๆ ท่านๆ ได้ฟังอยู่เสมอ หลังจากที่เกิดเหตุการณ์บางเรื่องของชีวิตจริงที่มีลักษณะใกล้เคียงกับละครที่เราได้ดูกัน อย่างครั้งนี้ ขอย้อนไปดูภาพยนตร์การ์ตูน เรื่อง Happy Feet แล้วลองมองย้อนดูตัวเองว่า.. happy feet ให้อะไรแก่เรา บอกอะไรแก่เราบ้าง..
 
Happy FeeT เป็นการ์ตูนเกี่ยวกับ เพนกวิน น้อยที่ชื่อมัมเบิล ที่ประเพณีของเพนเวินจักรพรรดิ นั้น จะหาคู่ด้วยการร้องเพลง ซึ่งพระเจ้าแห่งเพนกวิน จะมอบเสียงเพลงในหัวใจให้กับเพนกวินน้อยทุกตัวเมื่อกำเนิดขึ้น แต่มัมเบิลนั้น แปลกไปกว่าเพนกวินตัวอื่น ๆ เพราะมัมเบิลเองไม่สามารถขับร้องเพลงได้ แต่ยังคงมีเสียงเพลงในหัวใจเฉกเช่นเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ เพียงแต่ เสียงเพลงนั้นสะท้อนออกมาไม่ใช่รูปแบบของการขับเสียงร้องออกมา แต่สะท้อนออกมาในรูปของการเต้น.. การเต้นแรป จนได้ฉายาว่า มัมเบิลเท้าไฟ แล้วมัมเบิลก้อได้ใช้ความสามารถของตัวเองอันนี้ บวกกับความกล้าหาญของตัวเอง แสดงให้เอเลี่ยนได้รู้ถึงปัญหา ที่มัมเบิล และเหล่าเพนกวินจักรพรรดิได้เผชิญอยู่คือ การขาดแคลนปลาเล็กปลาน้อย ที่เปงอาหารของเพนกวินนั้น ที่เอเลี่ยนหรือมนุษย์ได้เข้าไปแย่งชิงพื้นที่การหาปลาเหล่านั้น จากเพนกวินไป
 
หากมองผิวเผินแล้วนั้น การ์ตูนเรื่องนี้คงเป็นการ์ตูนที่มีสีสัน ภาพที่สวยงามอีกเรื่องหนึ่ง และสามารถสร้างความสนุกสนานให้แก่ผู้ชมได้เป็นอย่างดี หากมองให้ลึกอีกสักหน่อยสำหรับคนทั่วไปนั้น คงได้เห็นถึงความสำคัญของการที่มนุษย์เข้าไปรุกรานห่วงโซ่อาหารของเพนกวิน ซึ่งมนุษย์เราควรเลิกพฤติกรรมเช่นนี้ หากยังคงอยากให้มีเพนกวินอยู่บนโลกใบนี้ต่อไป แต่หากมองย้อนกลับดูตัวเอง ดำดิ่งลึกลงในรอยหยักสมองของเราเองนั้น ก้อจะได้พบว่า...เหตุการณ์เหล่านี้ ช่างบรรจงสร้างออกมาได้เหมือนสิ่งที่เราเคยเจอเลยเนอะ เสมือนหนึ่งที่ฮอลลีวู้ดทำเพื่อสิ่งนั้นเลยหรือป่าว..นั่นก้อคือสะท้อนให้เหงความเป็นกลุ่มไอทีแทค จากการ์ตูนเรื่องนี้
 
เริ่มจาก ไอทีแทคเป็นกลุ่มของคนที่มีใจรักการทำกิจกรรมด้านไอที ซึ่งมีมาสคอร์ด คือ เพนกวิน มีชื่อว่า Linuxian ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเปง ITTY สีประจำกลุ่มคือ สีน้ำเงิน ไอทีแทคเป็นกลุ่มที่ได้ชื่อว่า เปงกลุ่มที่มีแต่คนแปลก คนบ้าดีเดือด ทำอะไรในสิ่งที่เค้าไม่ทำกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในความแปลกของพวกเราเหล่านี้ เปงความแตกต่าง แต่ไม่แตกแยกจ้ะ เหมือนมัมเบิลที่แตกต่างกว่าเพื่อนตัวอื่น ที่ยังยึดมั่นในความเปนเพนกวินจักรพรรดิอยู่ดี แล้วนำความกล้าบ้าดีเดือด ทำสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าทำ ช่วยเหลือกลุ่มเพนกวินของตัวเองจนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี แต่ยังมีอีกสิ่งนึงที่ไม่คาดคิดว่า เรื่องนี้จะสะท้อนไอทีแทคได้เปงอย่างดี นั่นก้อคือ.. สมาชิกไอทีแทคทุกคน แม้ว่าจะเปงกลุ่มที่ชอบไอทีเปงชีวิตจิตใจ แต่ลึก ๆ แล้วนั้น ไอทีแทคเปงกลุ่มที่มีเสียงเพลงในหัวใจ และสามารถถ่ายทอดเสียงเพลงเหล่านั้นออกมาทั้งในส่วนของการขับร้องและการเต้นเลยทีเดียว... ไอทีแทคเราเอง ถึงแม้จะทำอะไรเปงแนวเทคโนโลยี ใช้ไอทีเปงเครื่องมือทำกิจกรรมต่าง ๆ แต่พวกเราเองก้อรวมเอาศิลปที่มีอยู่ในจิตสำนึกของทุกคน มาแชร์ให้กันและกัน ไอทีแทคจึงมีกิจกรรมต่าง ๆ มากมายที่ไม่ใช่แค่เพียงกิจกรรมด้านไอทีเท่านั้น ไอทีแทคจึงเปงกลุ่มที่รวบรวมคนทำกิจกรรมได้หลากหลาย มาจากหลายคณะ มีทั้งสายศิลป์ และสายวิทย์ มารวมตัวกัน ทำกิจกรรมด้วยความบ้าดีเดือด ให้ก่อให้เกิดประโยชน์สู่สุดแก่สังคมต่อไป...
 
ส่วนเรื่องของความรักในเรื่องนี้ คงบอกได้ไม่ชัดเจนว่า จะสะท้อนไอทีแทคอ่ะ เพราะทุกคนคงมีความรักกันอยู่แล้ว ส่วนไอทีแทคเองมีความรักแบบใช้เสียงเพลงหาคู่หรือป่าว อันนี้คงต้องพิสูจน์กันเอง..
 
ที่ลองมองย้อนตัวเองกับ happy feet นั้น เพราะเปงการ์ตูนที่ดูแล้วรู้สึกว่า นี่คือไอทีแทค จึงอยากเล่าสู่กันฟังว่า หากเราเองรู้สึกว่า ตัวเองนั้นแตกต่าง และเราจะทำในสิ่งที่แตกต่างให้เป็นประโยชน์ให้ได้มากที่สุด เหมือนที่ใคร ๆ บอกให้ว่า ควรพลิกวิกฤติให้เปงโอกาสนั่นแหล่ะนะ...เพราะชีวิตคือการเรียนรู้ หากเราเองไม่รู้จักตัวเองแล้วนั้น เราคงทำอะไรต่อไปไม่ได้แน่ชีวิตนี้..และหากเรามัวแต่กดตัวเอง จมตัวเองให้อยู่กับความแตกต่างนั้น หรือมัวแต่ภาคภูมิกับความแตกต่างนั้น แต่ไม่ได้ทำให้สิ่งนั้นเปงสิ่งที่ดีกะตัวเองและผู้อื่น ก้อคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก....จริงป่ะ...